14/08/2026
Github Copilot คิดราคาแบบใหม่ บางคนใช้ไม่กี่วัน AI Credit หมดแล้ว
แล้วจะใช้งานยังไง? ให้ AI Credit อยู่ถึงสิ้นเดือน
เราสรุป key takeaway ที่เราได้ฟังจากทาง Microsoft เมื่อวานนี้กัน
หลังจากที่ Github Copilot จากเดิมที่หักตาม request-based โดยคนนึงได้โควต้า 3000 request มาใช้ เปลี่ยนเป็นคิดตามจำนวน token ที่เราใช้แทน แล้วในตอนนี้ก็ใกล้หมดโปร extra credit 3 เดือนแรกในเดือนกันยายนนี้แล้ว
💡 Token 3 ประเภท ที่เราต้องรู้ก่อน
- Input: อะไรที่เราส่งขึ้นไป สามารถแบ่งไป process ได้ เช่น code, prompt, history, Jira ticket → cost มาจากตรงนี้เป็นส่วนใหญ่ เป็น token หลักล้าน แต่ output ออกเป็นหลักหมื่นหลักแสน
- Cached: เอา input ไป reuse ได้ เช่น instruction file คิดเป็น cached rate คิดเป็น 10% ของ rate ปกติ
- Output: สิ่งที่ AI generate ให้เราเห็น ทั้งที่เรามองเห็น เช่น โค้ด และที่มองไม่เห็น คือ listener loop ไปอ่านไฟล์ไหนบ้าง เกิดขึ้นหลายรอบเป็น reasoning token
⭐ cost ส่วนใหญ่มาจาก input + cached ถึง 70% เลยทีเดียว
🛠️ Agent Debug Logging
ถ้าเราอยากเห็น session การใช้งาน Github Copilot ของเรา เป็น log หรือ flowchart ว่าการสั่งงานแต่ละรอบ agent ทำอะไรบ้าง
ให้ไป “Enable Agent Debug File Logging” แล้ว restart editor ที่ใช้ จากนั้นก็ใช้งานได้เลย จะออกมาเป็น log หรือ flowchart ว่าการสั่งงานแต่ละรอบ agent ทำอะไรบ้าง รวมถึงปริมาณ token ที่ใช้ในแต่ละรอบด้วย
💬 ทำไมเรา prompt ไปนิดเดียว ถึงเป็นแสน token ได้?
นอกจาก prompt ของเรา ยังมีสิ่งที่เราแก้ไขไม่ได้ เช่น
- System prompt: เหมือน harness - default ใช้ 20k token
- Repo instructions: ต้องอ่าน instruction file ทุกรอบ - Microsoft หาทางลด cost ตรงนี้ให้ user
- File context: อ่านทุก source code แล้ว generate กลับมา สามารถ scope context ให้ AI อ่านได้เช่นกัน
- Conversation history: ต้องการทำงานต่อ บางงานที่แตกต่างกัน การ start session ใหม่ลด reuse context ได้นะ
- Tool schema: MCP server - ไม่เสีย cost ในมุมนี้ Microsoft optimize ให้
💰 10 เคล็ดลับ คุม cost ของ Github Copilot ไม่ให้หมดไว
1️⃣ คุม context โดยการใส่ไฟล์ที่จำเป็นจริง ๆ อาจจะเลือกไฟล์ตรง ๆ เลือกจาก line of code คลุมไป หรือทั้ง folder ก็ได้เช่นกัน เพื่อลด cost
2️⃣ เลือก model ให้เหมาะสมกับงาน ฟังดูยาก ให้ไปส่อง benchmark ตามเว็บต่าง ๆ
〰️ DeepSWE: เทียบ cost กับ performance ให้ดูตรงแกนขวาอยู่บน เหมาะกับการใช้งานเขียนโค้ดมากที่สุด หรือดูตรง tier 50% ซึ่ง gpt-5.6-luna จะดีสุดในตอนนี้
〰️ ProgramBench: มีจัดตารางให้ดูง่าย ตัวกราฟจะกลับหัว
〰️ Artificial Analysis: ให้ดูตรง cost หรือ Terminal-Bench v2.1 Benchmark Leaderboard
3️⃣ นอกจาก monitoring ตาม model source แล้วก็ดูเรื่อง reasoning level ด้วย แต่ละเจ้ามี low, medium, high, max นอกจาก pricing แล้ว token consuming เยอะขึ้น และ cost per task ค่อนข้างแย่ performance ไม่ได้ดีขึ้น
4️⃣ ถ้าเราไม่มั่นใจว่าใช้ model ตัวไหนดี ลองใช้ auto model ดูได้ เขาจะ route model ว่าอันนี้เหมาะกับ model อะไร และมีส่วนลด 10% กับ AI credit ที่เกิดขึ้น ส่วนวิธีการเป็น internal มีปรับอยู่เรื่อย ๆ แต่ ๆๆๆๆ ถ้า manual ได้ cost จะถูกกว่า auto นะ
5️⃣ Instruction file เป็น cost ที่ AI ต้องอ่านทุกรอบ ดังนั้นเรา reuse ของพวกนี้ และ customize ได้ ถึงจะลด cost ตรงนี้ได้
6️⃣ เลือกเปิดใช้งาน MCP เท่าที่จำเป็น เพราะมันมี cost อยู่ เป็น schema ที่ AI ต้องรู้ก่อนทำงาน มันจะได้วิ่งไปดูของเท่าที่จำเป็นเท่านั้นน้า
🗒️ แต่ถ้าให้เรามันรันคำสั่ง command เพิ่มเติม อันนี้เป็น hook ไม่เสียค่าใช้จ่าย จึงลด cost ตรงนี้ได้
7️⃣ เปลี่ยนจาก one-shot from pattern ที่สั่งแล้วได้ของเลย เปลี่ยนเป็น 3 step คือ plan → implement → review ทำให้ใช้ token เหลือ 1 ใน 4 เท่าจากเดิมได้!
〰️ Plan: ใช้ model ระดับสูงใน step แรกของการทำงาน ในที่นี้ใช้ Claude Opus
〰️ Implement: พอได้แผนมาแล้วเปลี่ยน model เพราะ plan mode ไม่ได้ generate output ไม่ต้องทำ listening loop ทำให้ลด cost พอสมควร สามารถเลือกใช้ Claude Haiku หรือตัวที่ดีกว่าอย่าง GPT-5.6 Luna ก็ได้
〰️ Review: ใช้ Claude Sonnet
8️⃣ จาก context sequential เปลี่ยนมาใช้ subagents แทน โดยให้ separate context ของ agent แต่ละตัว แล้วให้ subagent ของ Github copilot orchestrate agent ที่ hold context แล้วมี step ในการทำงานอะไรบ้าง ทำให้ agent แต่ละตัว อ่าน context เท่าที่จำเป็น
🗒️ ข้อดี subagent context ใช้น้อยกว่า ถูกกว่า แต่แก้ไขกลางทางไม่ได้ เพราะมีการทำงานที่เป็นชั้นตอน ต้องทำให้ชัดเจนตั้งแต่แรก
9️⃣ ให้ clean context เรื่อย ๆ เพื่อช่วยลด cost ได้ เพราะมีของ section และ history ก่อนหน้า เราสามารถ restore checkpoint ไปก่อนหน้า มันจะ summarize context ก่อนหน้าได้ หรือ สร้าง session ใหม่ หรือ fork ออกมาก็ได้เหมือนกัน
🔟 สามารถใช้ open source library ในการคุม cost ได้ มีหลายตัวเลย เช่น rtk-ai/rtk, zdk/lowfat, JuliusBrussee/caveman, headroomlabs-ai/headroom
ถ้าของ Microsoft เองจะมีตัว AI Engineer Coach เป็น dashboard ที่สามารถ review usage ของ session ของเราได้ ถ้าจะลงต้อง manual นิดนึง การ install จะไม่ได้ลงแบบ plug-in ปกติ ให้ไปดูใน readme เขาได้เลย
ตัวอย่าง ใช้ `/chronicle cost-tips` แล้วไปที่ Sessions แล้ว summarize ดูว่าตรงไหนในการ optimization ได้
ทั้งหมดก็จะประมาณนี้เนอะ ใครมีเคล็ดลับอะไรเพิ่มเติมมาแชร์กันได้เลย 👇