SAPZApp Welcome to SAPZApp!

This page is dedicated to everything about SAP, including usage tips, in-depth articles, tutorial videos, product reviews, and expert interviews.

𝗘𝗣𝟰: เปิดกรุ 𝟯 ไอเทม 🧰 Tools กลับมาพบกับแอดปลาดาวใน EP4 กันแล้วนะคะ (ห่างหายกันไป 3 เดือน เหอเหอ)หลังจากที่เราคุยกันเรื่...
01/05/2026

𝗘𝗣𝟰: เปิดกรุ 𝟯 ไอเทม 🧰 Tools
กลับมาพบกับแอดปลาดาวใน EP4 กันแล้วนะคะ
(ห่างหายกันไป 3 เดือน เหอเหอ)
หลังจากที่เราคุยกันเรื่องหลักการและกลยุทธ์การทำ Fit-to-Standard Workshop ไปแล้ว
ซึ่งถ้าจะอ้างอิงจาก "เมื่อบริษัทแอดจะล้างไพ่ใหม่ (Greenfield) ทิ้งระบบเก่าจากทุก Region แล้วไปเริ่มบน S/4HANA เครื่องเดียว!!"
เรามีตัวช่วยอะไรที่ทำให้งานมันเร็วขึ้น?
แม่นยำขึ้น? และคุม Scope ได้ดีขึ้น?
วันนี้แอดจะขอมาเปิด "กล่องเครื่องมือ" กันเลยยยย

𝟰 𝐓𝐨𝐨𝐥𝐬 ด้านล่างต่อไปนี้ คือ Tool ที่ทำให้ SAP Activate & Fit-to-Standard ไปต่อได้จริง

𝟭. 𝗦𝗔𝗣 𝗥𝗼𝗮𝗱𝗺𝗮𝗽 𝗩𝗶𝗲𝘄𝗲𝗿 & 𝗕𝗲𝘀𝘁 𝗣𝗿𝗮𝗰𝘁𝗶𝗰𝗲𝘀 𝗘𝘅𝗽𝗹𝗼𝗿𝗲𝗿
𝗥𝗼𝗮𝗱𝗺𝗮𝗽 𝗩𝗶𝗲𝘄𝗲𝗿: คือตัวกำหนด Deliverables ในแต่ละ Phase (Prepare -> Explore -> ...) โดยไม่ต้องนั่งเทียนทำ Project Plan เอง
𝗕𝗲𝘀𝘁 𝗣𝗿𝗮𝗰𝘁𝗶𝗰𝗲𝘀 𝗘𝘅𝗽𝗹𝗼𝗿𝗲𝗿: คลัง Process Flow (BPMN) และ Test Script มาตรฐาน ซึ่งคอนซัลหลายคนใช้ตัวนี้เป็น Baseline ในการทำ Workshop เพื่อโชว์ "Standard" ให้ User เห็นหน้างานทันที ลดการเถียงกันด้วยความรู้สึก

𝟮. 𝐒𝐀𝐏 𝐑𝐞𝐚𝐝𝐢𝐧𝐞𝐬𝐬 𝐂𝐡𝐞𝐜𝐤 (𝐓𝐡𝐞 𝐋𝐞𝐠𝐚𝐜𝐲 𝐀𝐧𝐚𝐥𝐲𝐳𝐞𝐫)
แม้เราจะ Merge Region หรือทำ Greenfield
แต่การสแกนระบบ ECC เดิมก็คือ "ทางลัด" ค่ะ
*เช็ค Simplification Items ที่กระทบจริง,
*วิเคราะห์ Custom Code (Z-Program) ที่ไม่ได้ถูกรันมานาน (Technical Debt),
*ตรวจสอบ Data Volume เพื่อวางแผน Migration และปิด GAP เรื่อง "ฟังก์ชันเดิมที่หายไป" ด้วย Data

𝟯. 𝐒𝐀𝐏 𝐒𝐢𝐠𝐧𝐚𝐯𝐢𝐨 (𝐓𝐡𝐞 𝐏𝐫𝐨𝐜𝐞𝐬𝐬 𝐈𝐧𝐭𝐞𝐥𝐥𝐢𝐠𝐞𝐧𝐜𝐞)
ตัวนี้คือไฮไลท์ค่ะ!
(แอดยังไม่เคยใช้ค่ะ แต่จะหาข้อมูลและนำมาเล่าใน EP ถัดไป)
ตัวนี้ใช้ทำ Process Mining
เพื่อดึงข้อมูลจริงจากระบบเก่ามาดู "Bottleneck"
มันจะโชว์ว่า Process ไหนที่ "อ้อมโลก" หรือ "Rework" เยอะ
พร้อมเทียบ Benchmark กับ Standard เพื่อเป็นเหตุผลในการทำ BPR (Business Process Re-engineering) ก่อนจะ Go-standard ใน S/4HANA

𝟰. 𝐒𝐀𝐏 𝐂𝐥𝐨𝐮𝐝 𝐀𝐋𝐌 (𝐓𝐡𝐞 𝐂𝐨𝐦𝐦𝐚𝐧𝐝 𝐂𝐞𝐧𝐭𝐞𝐫)
ตัวนี้คือ Tool อีกตัว ที่แอดกำลังจะได้ใช้งาน ก็จะหาข้อมูลมาเล่าอีกใน EP ถัดไป (ตอนคอนซัลมา present นางย่อว่า คาล์ม (CALM) ไอ้เราก็งง จะให้เรา CALM อะไร จนฟังไปฟังมา อ่อนางย่อค่ะ เหอเหอ 😅)
Tool ตัวนี้ คือ ศูนย์กลางการคุม Agile Project
มันเอาไว้ใช้บันทึก Requirement & Delta Backlog จาก Workshop โดยตรง เชื่อมโยงกับ Test Case และคุมสถานะ Deployment แบบ End-to-End ทำให้ Global Template ไม่หลุด Scope

EP หน้า... แอดจะเริ่มลงลึกใน Signavio & CALM ใครอยากรู้เทคนิคการใช้ Tool ไหนเป็นพิเศษ คอมเมนต์บอกแอดไว้ได้เลยนะคะ! 🥰

Admin 𝐏𝐥𝐚𝐝𝐚𝐨, Page 𝐒𝐀𝐏𝐙𝐀𝐩𝐩

𝐖𝐨𝐫𝐤𝐬𝐡𝐨𝐩 𝐅𝐢𝐭-𝐭𝐨-𝐒𝐭𝐚𝐧𝐝𝐚𝐫𝐝 ในกลุ่มบริษัทที่มีธุรกิจหลากหลาย มัดรวมหรือแยกวง?สวัสดีค่ะทุกคน 👋 แอดกลับมาอีกครั้งกับซีรีย์ Fi...
29/01/2026

𝐖𝐨𝐫𝐤𝐬𝐡𝐨𝐩 𝐅𝐢𝐭-𝐭𝐨-𝐒𝐭𝐚𝐧𝐝𝐚𝐫𝐝 ในกลุ่มบริษัทที่มีธุรกิจหลากหลาย
มัดรวมหรือแยกวง?

สวัสดีค่ะทุกคน 👋 แอดกลับมาอีกครั้งกับซีรีย์ Fit-to-Standard
เป็น EP ที่ 3 แล้ว….

?? หลายครั้งที่แอดเองก็มีคำถามอยู่ในใจตอนทำ workshop ว่า “บริษัทเรามีทั้ง Beverage, Health Enrichment, Trading... จับทุกคนมานั่งในห้องเดียวกันมันดีหรอ? แล้วถ้าแยกกันไปเลยจะดีมั้ย?”

คำตอบที่ได้จากการตกผลึกเองและจากข้อมูลที่หามา 🤔
คำตอบไม่ได้มีแค่ “ได้” หรือ “ไม่ได้” ค่ะ
แต่ต้องดูที่ “รูปแบบ 𝐃𝐍𝐀 ของธุรกิจ” เป็นหลัก

ใน EP นี้แอดจะพาทุกคนมาเรียนรู้กลยุทธ์การจัด Workshop กับ “โจทย์หิน” ที่สุดของโปรเจกต์ SAP ในองค์กรใหญ่...
นั่นคือ "การบริหารจัดการ Workshop Fit-to-Standard ในกลุ่มบริษัทที่มีธุรกิจในเครือหลากหลาย" 🏢🏢และ Case Study ตัวอย่าง (เอ๊ะ หรือ ของจริง 😀) เพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

🛠️ กลยุทธ์การแบ่ง Workshop
แอดแนะนำให้แบ่ง Workshop ออกเป็น 2 Track เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ใน Explore Phase ที่แม่นยำที่สุด:
𝟏. 𝐂𝐨𝐦𝐦𝐨𝐧 𝐂𝐨𝐫𝐞 𝐖𝐨𝐫𝐤𝐬𝐡𝐨𝐩 (ทำพร้อมกันได้)
ส่วนนี้คือ "แกนกลาง" ที่ทุกบริษัทต้องใช้เหมือนกันตามนโยบายกลุ่ม (Global Template)
>> Finance & Accounting:
ผังบัญชี (CoA), งวดบัญชี, สกุลเงิน, วิธีการปิดงบ
>> Indirect Procurement:
การจัดซื้อของใช้สำนักงาน, การทำ PR/PO พื้นฐาน
>> Organization Structure:
การกำหนด "Plant" หรือ "Storage Location" ในเครือจะตั้งรหัสอย่างไร
**จุดประสงค์: เพื่อให้เกิดการทำ Consolidated Report ที่ง่ายที่สุด และใช้ทรัพยากรร่วมกันได้

𝟐. 𝐈𝐧𝐝𝐮𝐬𝐭𝐫𝐲-𝐒𝐩𝐞𝐜𝐢𝐟𝐢𝐜 𝐖𝐨𝐫𝐤𝐬𝐡𝐨𝐩 (ต้องแยกกัน)
ส่วนนี้คือจุดที่ แต่ละธุรกิจ "เดินคนละเส้นทาง" กันอย่างสิ้นเชิง

Company A: เน้นเรื่อง Supply Chain & Logistics การจัดการโปรโมชั่น (Trade Promotion), การกระจายสินค้า (Distribution), การจัดการบรรจุภัณฑ์ (Empties Management)

Company B: เน้นเรื่อง Service Management หรือฟีเจอร์เฉพาะของอุตสาหกรรม (Industry Solution) เช่น การนัดหมาย, การเบิกจ่ายยาหรืออุปกรณ์แพทย์ ซึ่งมีความซับซ้อนคนละแบบ
จุดประสงค์: เพื่อให้ได้ Delta Backlog ที่ตอบโจทย์ธุรกิจจริงๆ ไม่ใช่การเอาเสื้อไซส์เดียวมาให้ทุกคนใส่ (One size fits all)

⚠️ ข้อควรระวัง: หายนะที่มักเกิดถ้า Workshop หลายธุรกิจพร้อมกัน
**𝘊𝘰𝘮𝘱𝘭𝘦𝘹𝘪𝘵𝘺 𝘖𝘷𝘦𝘳𝘭𝘰𝘢𝘥:
ถ้าเปิด Workshop พร้อมกัน Consultant จะถูกรุมด้วยคำถามจาก 2 ฝั่งที่ต่างกัน จนสุดท้ายไม่ได้ "Standard" ของใครเลย
**𝘋𝘪𝘭𝘶𝘵𝘦𝘥 𝘙𝘦𝘲𝘶𝘪𝘳𝘦𝘮𝘦𝘯𝘵𝘴:
เพื่อให้ตกลงกันได้ บางครั้งเราจะยอมเลือก Solution ที่ "กลางๆ" จนสุดท้ายไม่มีธุรกิจไหนใช้งานได้ดีจริง!! (Average of Everything, Excellence in Nothing)
**𝘊𝘰𝘯𝘧𝘭𝘪𝘤𝘵 𝘰𝘧 𝘐𝘯𝘵𝘦𝘳𝘦𝘴𝘵:
Company A อาจต้องการความเร็วในการคีย์ข้อมูล แต่ Company B อาจต้องการความละเอียดและความปลอดภัยของข้อมูล (Compliance)

💡 ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติ
แอดแนะนำให้ทำตามขั้นตอน "𝐆𝐥𝐨𝐛𝐚𝐥 𝐂𝐨𝐫𝐞, 𝐋𝐨𝐜𝐚𝐥 𝐃𝐞𝐥𝐭𝐚" ค่ะ:
𝐒𝐭𝐞𝐩 𝟏: รัน Workshop "Common Core" ร่วมกันก่อน เพื่อเซตบรรทัดฐานของกลุ่มบริษัท
𝐒𝐭𝐞𝐩 𝟐: แยก Workshop ตามสายธุรกิจ เพื่อทำ Fit-to-Standard ในส่วนที่เฉพาะทางจริงๆ
𝐒𝐭𝐞𝐩 𝟑: นำ Delta Backlog จากทั้ง 2 ฝั่งมาตรวจสอบ (Review) ร่วมกันโดย Global Design Authority (บ.แอดเรียก GPO - Global Process Owner) เพื่อเช็กว่า Gap ของ Company A ไปกระทบโครงสร้างหลักที่ Company B ต้องใช้หรือไม่

🔍 𝐂𝐚𝐬𝐞 𝐒𝐭𝐮𝐝𝐲: วิเคราะห์: DNA ธุรกิจ กำหนดกลยุทธ์ Workshop

𝟭. DNA คล้ายกันมาก: "ฝาแฝดทางธุรกิจ" 👯‍♀️
Case ตัวอย่าง: บริษัทผลิต Beverage (น้ำอัดลม) กับ Health Enrichment ที่เป็น FMCG (เช่น แบรนด์ซุปไก่) (ตัวอย่างหรือของจริง??)

ความคล้ายคลึง: แม้สินค้าจะต่างกัน แต่ "กระบวนการ" หลังบ้านมักจะคล้ายกันมาก เช่น:
>> Sales & Distribution (SD): การรับ Order, การทำ Pricing/Promotion, การบริหารเครดิตลูกค้า, การจัดส่งผ่านช่องทาง Modern Trade/Traditional Trade (ยี่ปั๊ว)
>> Production Planning (PP): การวางแผนการผลิต, การจัดการ Batch/Expiry Date, การควบคุมคุณภาพ
>> Procurement (MM): การจัดซื้อวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์

✅ กลยุทธ์ที่แนะนำ: “มัดรวม Workshop”
How-to: จัด Workshop ตาม "Business Process หลัก"
(เช่น Order-to-Cash, Procure-to-Pay) ให้ Key User ของทั้ง Beverage และ Health Enrichment (FMCG) เข้ามาร่วมในห้องเดียวกัน
👍ข้อดี: เกิดการ Cross-Learning และ Best Practice Sharing ทันที ทำให้เราได้ Global Template ที่แข็งแกร่งและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งกลุ่ม ประหยัดเวลาและทรัพยากรในระยะยาว

𝟮. DNA ต่างกันชัดเจน: "คนละฝาคนละห้วง" 👽👻
Case ตัวอย่าง: บริษัทผลิต Beverage/FMCG กับบริษัทที่ทำ Real Estate (อสังหาริมทรัพย์) หรือ Service Business (บริการสุขภาพ, คลินิก)

ความแตกต่าง: กระบวนการหลักของแต่ละธุรกิจอาจไม่เกี่ยวข้องกันเลย:
Real Estate: เน้นการจัดการ Project, การบริหารทรัพย์สิน, การขาย/เช่าอสังหาริมทรัพย์
Service Business: เน้นการบริหารนัดหมาย, การจัดการทรัพยากรบุคคล (สำหรับบุคลากรทางการแพทย์), การติดตาม Patient Journey

✅ กลยุทธ์ที่แนะนำ: “แยกวงในส่วนธุรกิจเฉพาะ แต่ใช้แกนกลางร่วม (Core & Local)”
How-to:
1. Common Core Workshop (ทำพร้อมกัน): Workshop งานที่ทุกบ. ต้องใช้เหมือนกัน เช่น Finance & Accounting (FI/CO), Indirect Procurement (การจัดซื้อของใช้สำนักงาน), และ Organization Structure
2. Industry-Specific Workshop (แยกกันทำ): แยก Workshop ส่วนที่เฉพาะเจาะจงกับโมเดลธุรกิจนั้นๆ (เช่น SD/LE สำหรับ Beverage/FMCG และ PS/RE-FX สำหรับ Real Estate)
👍ข้อดี: แต่ละธุรกิจได้ Solution ที่ "Fit" จริงๆ ในส่วนของตัวเอง โดยยังคงมีมาตรฐานกลางที่ทำให้ภาพรวมของกลุ่มบริษัทสามารถทำ Consolidated Report ได้อย่างราบรื่น

⚠️⚠️ กับดักที่ต้องระวัง!
ไม่ว่าจะแยกหรือรวม
สิ่งที่ทำให้ Fit-to-Standard ไม่สำเร็จคือ
“การขาด Design Authority ที่แข็งแกร่ง”

👎เสียงที่ดังกว่า: ในห้องรวม มักจะมี BU ที่ "เสียงดัง" กว่า (อาจจะเพราะมียอดขายเยอะกว่า หรือทีมแข็งกว่า) คอยกำหนดทิศทางระบบให้ BU อื่นๆ
👎Solution แบบ “เอาใจทุกคน”: บางครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง Consultant อาจเสนอ Solution ที่ "กลางๆ" จนสุดท้ายไม่มีธุรกิจไหนใช้งานได้ดีจริง

💬 สรุปจ้า....ไม่ว่าคุณจะเจอธุรกิจแบบไหน
สิ่งสำคัญคือการวิเคราะห์ Business Model ให้ขาด
กล้าที่จะตัดสินใจ “รวม” หรือ “แยก” เพื่อให้ได้ Global Template ที่ยั่งยืน

จบซีรีย์ Fit-to-Standard กันไปแบบจุกๆ 3 EP แล้ว (ขอโทษที่ยาวอีกแล้ว)
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนในโปรเจกต์นะคะ
ใครมี Case ยากๆ มาแชร์กันได้ในคอมเมนต์เลยค่ะ! 👇🥰

EP หน้า เราจะมาว่ากันด้วย เครื่องมือ (Tools) ไอเทมลับ ที่จะนำมาใช้ในโปรเจคกัน

Admin 𝐏𝐥𝐚𝐝𝐚𝐨, Page 𝐒𝐀𝐏𝐙𝐀𝐩𝐩 ✨

𝐅𝐢𝐭-𝐭𝐨-𝐒𝐭𝐚𝐧𝐝𝐚𝐫𝐝 : 𝐓𝐡𝐞𝐨𝐫𝐲 𝐯𝐬 𝐑𝐞𝐚𝐥𝐢𝐭𝐲(เมื่อ S/4HANA บอกว่าให้ใช้ Standard แต่โลกจริงไม่เคย Standard)จากโพสต์ที่แล้วที่แอดพ...
25/01/2026

𝐅𝐢𝐭-𝐭𝐨-𝐒𝐭𝐚𝐧𝐝𝐚𝐫𝐝 : 𝐓𝐡𝐞𝐨𝐫𝐲 𝐯𝐬 𝐑𝐞𝐚𝐥𝐢𝐭𝐲
(เมื่อ S/4HANA บอกว่าให้ใช้ Standard แต่โลกจริงไม่เคย Standard)

จากโพสต์ที่แล้วที่แอดพูดถึงเรื่อง Fit-to-Standard ไป
วันนี้แอดขอมาขยี้ต่อในภาคปฏิบัติว่า…
👉 ในชีวิตจริง เราจะจัด Workshop ใน Phase Explore ยังไงให้ “รอด”
เพราะลูกค้าแต่ละแบบ มีกำแพงที่ต้องข้าม ไม่เหมือนกันเลย

ปล1. ใครยังไม่ได้อ่าน EP1
เจาะลึก SAP Activate & Explore Phase: หัวใจคือ “Fit-to-Standard” ไม่ใช่ Fit-to-User
แอดแนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านก่อนนะคะ
👉 link ใน comment
ปล2. บริษัทแอดมินกำลังอยู่ใน Phase Explore พอดี
เลยอินกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ 😄

ก่อนเริ่ม Workshop เราต้อง “แยกลูกค้า” ให้ชัดก่อน
จากประสบการณ์ แอดขอแบ่งลูกค้าออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ

1️⃣ ลูกค้าที่ไม่เคยใช้ SAP มาก่อน
พูดกันตรง ๆ กลุ่มนี้
ง่ายกว่าในเชิงระบบ แต่ยากกว่าในเชิงความเข้าใจ
เพราะว่า
🔹ไม่มี As-Is ที่ฝังรากลึก
🔹ไม่มี “ระบบเดิมทำแบบนี้มาตลอด”
🔹Business ยังไม่ผูก process กับ transaction code
𝗣𝗮𝗶𝗻 𝗣𝗼𝗶𝗻𝘁 หลัก
> User ยังไม่เห็นภาพว่า ERP ระดับโลกทำงานยังไง
> มักจะเอา workflow เดิมจาก Excel หรือระบบบัญชีท้องถิ่น
มาเป็นตัวตั้งในการคุย
𝗦𝘁𝗿𝗮𝘁𝗲𝗴𝘆 ที่ควรใช้
👉 𝙀𝙙𝙪𝙘𝙖𝙩𝙞𝙤𝙣 𝙁𝙞𝙧𝙨𝙩
ก่อนทำ Workshop ต้องปูพื้นฐาน Business Process มาตรฐานของ SAP ให้เข้าใจก่อน
เช่น Order-to-Cash คืออะไร, ใครทำอะไร, data ไหลยังไง
สิ่งที่ควร Focus ใน Explore Phase เพื่อให้เกิดผลจริง
🔹SAP Best Practice = Reference Process
ใช้เป็น “คัมภีร์” ไม่ใช่แค่ demo ผ่าน ๆ
🔹Workshop = เรียนรู้วิธีทำงานของระบบ
Demo ของจริงก่อนเสมอ
🔹Decision ส่วนใหญ่คือ Accept Standard
แยกให้ชัด Must-have vs Good-to-have
🔹Limit Options
อย่าเพิ่งเสนอทางเลือกเยอะ เพื่อลดความซับซ้อน
👉 *** 𝗙𝗶𝘁-𝘁𝗼-𝗦𝘁𝗮𝗻𝗱𝗮𝗿𝗱 สำหรับกลุ่มนี้
= เรียนรู้ + เลือก + ปรับองค์กรให้เข้ากับระบบ

2️⃣ ลูกค้าที่ใช้ SAP ECC มานาน (10–20 ปี)
อันนี้คือ “ของจริง”
ที่ทำให้ Consultant หลายคน ลากเลือด
เพราะลูกค้ากลุ่มนี้มี
🔹Process ที่ optimize มานานหลายปี
🔹Z-Program = business logic
🔹User ผูกชีวิตกับ T-Code
🔹ทุก deviation มี “เหตุผลทางธุรกิจ” รองรับเสมอ
𝗣𝗮𝗶𝗻 𝗣𝗼𝗶𝗻𝘁 ที่เจอบ่อย
“ของเดิมก็ดีอยู่แล้ว ทำไม S/4HANA ทำแบบเดิมไม่ได้?”
“ทำไมต้องเปลี่ยน workflow ให้ซับซ้อนขึ้น?”
𝗦𝘁𝗿𝗮𝘁𝗲𝗴𝘆 ที่ควรใช้กับลูกค้ากลุ่มนี้
1️⃣ Why Change? Analysis
ต้องช่วยวิเคราะห์ให้เห็นว่า
สิ่งที่อยากยกมาจาก ECC คือ
🔹Business requirement จริง
หรือ
🔹Technical Debt ที่สะสมมานาน
ถ้า migrate มา S/4HANA แล้วทำตัวเหมือนเดิมทุกอย่าง
คำถามคือ… เราจะเสียเงินเปลี่ยนระบบไปทำไม?
2️⃣ Value-Driven Discussion
อย่าคุยแค่ “ฟีเจอร์” แต่ให้คุยเรื่อง Value ที่จะได้
เช่น Standard S/4HANA มี Fiori App, Real-time dashboard
ถ้า Customize แบบเดิม → สิ่งเหล่านี้จะหายไป
3️⃣ Process Re-engineering = ล้างบ้าน (Housekeeping)
อะไรที่เคย Customize แล้ว
🔹ไม่ได้ใช้
🔹ใช้ไม่คุ้ม
🔹ใช้เพราะข้อจำกัดของ ECC
ต้องกล้าทิ้งไว้ที่ระบบเก่า
👉 ** 𝗙𝗶𝘁-𝘁𝗼-𝗦𝘁𝗮𝗻𝗱𝗮𝗿𝗱 สำหรับกลุ่มนี้
= รื้อความเชื่อเดิม + แยกให้ออกว่า
“อะไรคือ process” และ “อะไรคือข้อจำกัดของระบบในอดีต”

❓ คำถามใหญ่ที่เจอบ่อย (และควรถามให้ถูกตั้งแต่ต้น)
Consultant ต้องเรียนรู้ As-Is ไหม?
หรือหลับตาทำแต่ Standard?
คำตอบสั้น: ต้องรู้
คำตอบที่ถูก: ต้องรู้ แต่ห้ามยึดติด!!!
เข้าใจ As-Is ไม่ใช่เพื่อ replicate
แต่เพื่อแยกให้ออกว่า
🔹อะไรคือ business requirement จริง
🔹อะไรคือ workaround ของ ECC
ถ้า Consultant ไม่สนใจระบบเก่าเลย นั่นคือ ความเสี่ยง**
เพราะเราจะไม่รู้เลยว่า User “ดื้อ”
เพราะระบบทำไม่ได้ หรือแค่ “ไม่ชิน”

🚨𝐖𝐨𝐫𝐤𝐬𝐡𝐨𝐩ใน Explore Phase ควร “ทำงานยังไง”

❌ สิ่งที่ไม่ควรทำ
> เปิด slide แล้วถามว่า “โอเคไหม”
> Demo เร็ว ๆ แล้วข้าม
> สรุปทุก gap = customize

✅ สิ่งที่ควรเกิดจริง
1️⃣ Show Standard แบบ End-to-End
เช่น Order-to-Cash, Procure-to-Pay
𝗗𝗲𝗺𝗼, 𝗻𝗼𝘁 𝗶𝗻𝘁𝗲𝗿𝘃𝗶𝗲𝘄𝘀
อย่าโชว์แค่ slide หรือ capture screen
User “จินตนาการไม่ออก”
ต้อง demo ให้เห็น data flow, control point, ภาพรวมของ process จริง

2️⃣ Map กับ process ปัจจุบัน
ตรงไหนเหมือน, ต่าง, ต่างเพราะอะไร
บางกรณีต้องทำ Side-by-Side Comparison
เทียบ Z-Program เดิมกับ Standard ให้เห็นกันไปเลย

3️⃣ ถามคำถามให้ลึก
ถ้าใช้ Standard → อะไรเปลี่ยน?
ถ้า User บอก “ใช้ไม่ได้” → ทำไม? (ถามจนเจอรากจริง)
หลายครั้งพบว่า ไม่ใช่ระบบทำไม่ได้
แต่เป็น “นโยบายบริษัท” ซึ่งแก้ policy ง่ายกว่าเขียน code เยอะมาก

4️⃣Decision ต้องถูกบันทึก (Delta Backlog)
Adopt, Extend (GAP),
พร้อม impact เรื่อง cost / complexity / clean core

💡แอดแนะนำ Workshop 3-Layer ตามนี้
𝘓𝘢𝘺𝘦𝘳 1: 𝘉𝘶𝘴𝘪𝘯𝘦𝘴𝘴 𝘚𝘤𝘦𝘯𝘢𝘳𝘪𝘰 (ไม่พูดถึงระบบ)
Order-to-Cash / Procure-to-Pay / Record-to-Report
👉 ธุรกิจต้องการ outcome อะไร

𝘓𝘢𝘺𝘦𝘳 2: 𝘚/4 𝘉𝘦𝘴𝘵 𝘗𝘳𝘢𝘤𝘵𝘪𝘤𝘦 𝘍𝘭𝘰𝘸
Demo end-to-end
👉 โฟกัส principle, data flow, control point

𝘓𝘢𝘺𝘦𝘳 3: 𝘔𝘢𝘱𝘱𝘪𝘯𝘨 & 𝘋𝘦𝘤𝘪𝘴𝘪𝘰𝘯
เหมือน → Adopt
ต่าง → วิเคราะห์ Why

💡 𝗖𝗮𝘀𝗲 𝗦𝘁𝘂𝗱𝘆: ศึกระหว่าง “ความเคยชิน” กับ “มาตรฐาน”
ลูกค้าใช้ SAP มา 15 ปี อยากยก Z-Program เช็กสต็อกเดิมมา S/4HANA
ทั้งที่ Standard ทำได้ใกล้เคียงมาก
สิ่งที่ทีมทำ Side-by-Side Comparison
เปิดหน้าจอเก่า เทียบกับ Standard S/4HANA ให้ดูจริง
ผลลัพธ์: User เปลี่ยนใจ เพราะเห็นว่า Standard ทำงานเร็วกว่า
และสามารถเช็กสต็อกผ่านมือถือได้ (Fiori)
ซึ่งของเดิมทำไม่ได้

เอาละ EP2 นี้มันก็จะยาวมากกกเกินไปแล้ว
ใน EP หน้า เราจะมาคุยต่อว่า
👉 Workshop Fit-to-Standard ในกลุ่มบริษัทที่มีหลากหลายธุรกิจ
ควรมัดรวม หรือ แยกวง?

ปล. ใครมีประสบการณ์จริง ทั้ง “พัง” หรือ “ปัง”
ฝากแชร์เป็นวิทยาทานให้แอดมินและลูกเพจหน่อยนะคะ 💙

Admin 𝐏𝐥𝐚𝐝𝐚𝐨, Page 𝐒𝐀𝐏𝐙𝐀𝐩𝐩✨

“𝗙𝗶𝘁-𝘁𝗼-𝗦𝘁𝗮𝗻𝗱𝗮𝗿𝗱”ช่วงนี้หลายคนคงพอรู้ว่า บ.ที่แอดทำงานอยู่กำลังอยู่ในช่วง Implement S/4HANA ก็เลยไม่ค่อยมีเวลาปั่นโพสต์ล...
22/01/2026

“𝗙𝗶𝘁-𝘁𝗼-𝗦𝘁𝗮𝗻𝗱𝗮𝗿𝗱”

ช่วงนี้หลายคนคงพอรู้ว่า บ.ที่แอดทำงานอยู่กำลังอยู่ในช่วง Implement S/4HANA ก็เลยไม่ค่อยมีเวลาปั่นโพสต์ลงเพจ 😅 และก็ด้วยความที่เป็นองค์กรใหญ่ มีหลายประเทศ หลายบริษัทในเครือ ก็เลยต้องมี Global Template ที่ทุก BU ต้องยึด ยึด และ ยึด ตามให้มากที่สุด

ทีนี้…พอแต่ละประเทศมีความต้องการเฉพาะตัวและมี customize เยอะแยะมานาน Fit-to-Standard ก็เลยกลายเป็นคำตอบของสมการนี้ แต่….แอดเองในฐานะ Implementor รุ่นเก่า ก็แอบมีความรู้สึก “ขัดใจตัวเอง” อยู่หลายรอบเหมือนกัน 😅
เพราะที่ผ่านมาเราชินกับการทำอีกรูปแบบ
พอมาเจอ Fit-to-Standard เต็มรูปแบบก็เลยต้องปรับ Mindset หนักมาก

ถึงขั้นต้องอ่านแนวคิดซ้ำ ๆ เป็นการสะกดจิตตัวเองว่า
“เออ…ทำแบบนี้มันก็น่าจะดีนะ” 5555

เพราะงั้น…โพสต์นี้แอดเลยอยากมาพูดถึงเรื่องนี้แหละค่ะ
ว่าทำไม Fit-to-Standard ถึงสำคัญ
มันเกี่ยวอะไรกับ Agile / SAP Activate (ชื่อนี้แอดเคยได้ยินได้ฟังมา 4-5 ปีแล้ว) / Clean Core
และมันช่วยให้โปรเจกต์ระดับ global smooth ขึ้นได้อย่างไร
แอดมินจะทำเป็นซีรีย์ อาจจะเขียนซัก 2-3 โพสต์ เพราะถ้ารวดเดียวน่าจะยาววววมากกกก
------------------------------------------

เจาะลึก 𝗦𝗔𝗣 𝗔𝗰𝘁𝗶𝘃𝗮𝘁𝗲 & 𝗘𝘅𝗽𝗹𝗼𝗿𝗲 𝗣𝗵𝗮𝘀𝗲: หัวใจคือ “𝗙𝗶𝘁-𝘁𝗼-𝗦𝘁𝗮𝗻𝗱𝗮𝗿𝗱” ไม่ใช่ "Fit-to-User"

ตัว SAP Activate Elements ประกอบไปด้วย 3 เสาหลัก
𝟭. 𝗦𝗔𝗣 𝗔𝗰𝘁𝗶𝘃𝗮𝘁𝗲 𝗠𝗲𝘁𝗵𝗼𝗱𝗼𝗹𝗼𝗴𝘆 ซึ่งเป็น Framework ที่ช่วยให้ทีมทำงานตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ซึ่งเราจะแยกออกเป็นทั้งหมด 6 phases: Discover → Prepare → Explore → Realize → Deploy → Run (จากเดิม ASAP มี 5 phases)
𝟮. 𝗦𝗔𝗣 𝗕𝗲𝘀𝘁 𝗣𝗿𝗮𝗰𝘁𝗶𝗰𝗲𝘀 - content สำเร็จรูปที่ SAP ได้จัดเตรียมไว้ให้ (process flow, test steps,…) เพื่อลดการ customize
𝟯. 𝗦𝗔𝗣 𝗔𝗰𝘁𝗶𝘃𝗮𝘁𝗲 𝗧𝗼𝗼𝗹 เช่น Roadmap Viewer, Cloud ALM, SolMan สำหรับ manage tasks, requirement, testing

แต่โพสต์นี้ แอดขอเจาะลึก แค่บาง phase โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Explore phase

❓ตอนอยู่ใน Explore phase แอดเจอคำถามเดิมวนซ้ำ ๆ ทุก workshop
– แล้วถ้าไม่ทำ BBP เราจะควบคุม scope ยังไง?
– ถ้าไม่เขียน detail ยาว ๆ แล้ว Consultant จะ build ถูกเหรอ?
– แล้วใครเป็นคนตัดสินใจว่า gap นี้ควรยอม หรือควรตัด?

🚀 𝗣𝗵𝗮𝘀𝗲 𝟯: 𝗘𝘅𝗽𝗹𝗼𝗿𝗲 : จุดเปลี่ยนจาก Waterfall สู่ Agileในยุคก่อน
Phase นี้คือ ช่วงที่องค์กรส่วนใหญ่ “พลาด” มากที่สุด!!
ไม่ใช่เพราะไม่เก่ง SAP
แต่เพราะยังคิดแบบ Waterfall อยู่ โดยไม่รู้ตัว
เราคุ้นกับการถาม user ว่า “อยากได้อะไร”
แต่ Activate บอกว่าให้เริ่มจาก
“นี่คือ Standard ของ SAP — ถ้าจะไม่ใช้ ต้องมีเหตุผล”

ซึ่งใน Activate เราทำ "Fit-to-Standard Workshop" โดยใช้หลักการดังนี้:

𝟭. 𝗦𝗵𝗼𝘄 𝘁𝗵𝗲 𝗦𝘁𝗮𝗻𝗱𝗮𝗿𝗱: ใช้ Best Practices ของ SAP มา Demo ให้ดูเป็น Baseline โดย
--> Business Process Expert ต้องเป็นคน Lead Demo ระบบ Standard ให้ User ดู (Early Prototype) ซึ่งถ้าคุณกำลังทำ Workshop แล้ว Consultant เปิดระบบโชว์ นั่นคือเขาไม่ได้ขี้เกียจเขียน Blueprint แต่เขากำลังทำ Fit-to-Standard เพื่อให้คุณเห็นว่า "ของฟรีและดี (Standard)" มีอยู่จริง (มั้ยนะ)
--> User เข้า Workshop เพื่อดูว่า "กระบวนการธุรกิจเรา เข้ากับ Standard ได้ไหม?"
--> ถ้ามีส่วนที่ต่าง (Gap) จะไม่เขียน Blueprint ยาวๆ แต่จะจดลง "Delta Backlog" เพื่อเตรียมเอาไป Build จริง

𝟮. 𝗜𝗱𝗲𝗻𝘁𝗶𝗳𝘆 𝗗𝗲𝗹𝘁𝗮𝘀: จดเฉพาะส่วนที่ Standard ทำไม่ได้จริงๆ และ "จำเป็น" ต่อธุรกิจ (Must-have) เท่านั้น ซึ่งผลลัพธ์จาก Phase นี้ไม่ใช่แค่ Blueprint แต่คือ Backlog List ของสิ่งที่ระบบ Standard ทำไม่ได้ (Gaps) หรือสิ่งที่ต้อง Config เพิ่ม (Configuration)

🔊ซึ่งเจ้า Delta Backlog ไม่ใช่ Wishlist และไม่ใช่ที่ระบายความอัดอั้นจากระบบเดิม
มันคือ รายการ “ความเจ็บปวดที่องค์กรยอมจ่าย”
ทั้งในแง่ cost, technical debt และ future upgrade

𝟯. 𝗩𝗮𝗹𝗶𝗱𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻: เป้าหมายคือการยืนยันว่า Scope ทั้งหมดจะถูกจัดการอย่างไร ก่อนจะเริ่ม Build จริง

𝘛𝘪𝘱: ใช้เครื่องมืออย่าง SAP Cloud ALM หรือ Jira แทน Excel เพื่อให้เห็นว่าตอนนี้เราติดขัดที่โมดูลไหน แต่ Tool ที่บ.แอดใช้คือ monday.com
𝘗𝘳𝘰-𝘛𝘪𝘱: คุณต้องคุม User Story ใน Backlog ต้องชัดเจนพอที่ Consultant จะเอาไป Setup Config หรือคุยกับ Dev ต่อได้ ไม่ใช่เขียนกว้างๆ ว่า "อยากได้ระบบวางแผนจองรถ" แบบนั้นทีม Build พังแน่นอน

💡 Case Study จากสนามรบ: "The Trap of Customization"
Case: องค์กรหนึ่งทำ S/4HANA แต่ในช่วง Explore ยอมให้ User แก้ไข Standard Process การทำ Credit Limit แบบซับซ้อนตามระบบเดิม โดยอ้างว่าเป็น Business Critical

Happen: ทีมงานต้องเขียน Code ซับซ้อนในระบบ Core เมื่อ SAP ออก Patch ตัวใหม่มาในอีก 1 ปีต่อมา ปรากฏว่า Patch นั้นไป Conflict กับ Code ที่เขียนไว้ ทำให้ระบบการปล่อย order หยุดชะงักไป 2 วัน

The Lesson: ถ้าใช้ Activate อย่างถูกต้อง ทีมต้องกล้าทำ Change Impact Analysis และ Push ให้ User ปรับ Business Process เข้าหา Standard ตั้งแต่ช่วง Explore เพื่อเลี่ยงปัญหานี้ และถ้าย้อนเวลากลับไปได้ สิ่งที่ควรเกิดใน Explore phase คือ การตั้งคำถามว่า Business critical จริง หรือ critical เพราะเคยทำแบบนี้มา 10 ปี?

💯🔥สรุปสั้นๆ คือ
สาเหตุที่หลายคนมองว่า Fit-to-Standard คือ “ยาขม” เพราะต้อง:
-- ปรับกระบวนการทำงานใหม่
-- เปลี่ยน Mindset ของทีม
-- ตัด customization ที่เคยชิน
-- ยอมรับ Standard ที่อาจไม่ 100% ตรงใจ

แต่แม้จะขม… ประโยชน์ระยะยาวคุ้มค่ามาก เช่น
-- ระบบสะอาด (Clean Core)
-- อัปเกรดง่าย
-- ลดต้นทุนในอนาคต
-- ใช้ประโยชน์จาก Innovation ของ SAP ได้เต็มที่
-- โปรเจกต์ไปต่อเร็ว ไม่จมกับ requirement ไม่จบ

ยังไงแอดก็ขอยินดีกับทุกๆ โปรเจคที่ใช้ Fit-to-Standard approach ได้สำเร็จลุล่วงอย่างดี และแอดก็หวังว่าโปรเจคของ บ. แอดจะสำเร็จเช่นกัน แม้จะลากเลือดดีแท้ T T

Admin 𝗣𝗹𝗮𝗱𝗮𝗼, Page 𝗦𝗔𝗣𝗭𝗔𝗽𝗽 🥰

𝗦𝗔𝗣𝗭𝗮𝗽𝗽 | 𝗪𝗼𝗿𝗸 𝗠𝗶𝗻𝗱𝘀𝗲𝘁 𝟮𝟱𝟲𝟵อิทธิบาท ๔ : หลักธรรมแห่งความสำเร็จของคนทำงานช่วงวันหยุดปีใหม่ แอดมีโอกาสฟังรายการของ อ.วีระ ...
04/01/2026

𝗦𝗔𝗣𝗭𝗮𝗽𝗽 | 𝗪𝗼𝗿𝗸 𝗠𝗶𝗻𝗱𝘀𝗲𝘁 𝟮𝟱𝟲𝟵
อิทธิบาท ๔ : หลักธรรมแห่งความสำเร็จของคนทำงาน

ช่วงวันหยุดปีใหม่ แอดมีโอกาสฟังรายการของ อ.วีระ ว่าด้วยหลักธรรมที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานได้จริง

มีคำถามหนึ่งที่ชวนคิด คือ ถ้าจะเลือกหลักธรรมเพียงหนึ่งอย่าง เพื่อใช้เป็นหลักในการทำงานในปี 2569 ควรจะเป็นอะไร?

คำตอบคือ อิทธิบาท ๔ ธรรมเป็นเหตุให้ถึงความสำเร็จ หรือ หลักธรรมแห่งความสำเร็จ

จากสิ่งที่เราเคยท่องจำเพื่อสอบ เมื่อมองในฐานะคนทำงาน อิทธิบาท ๔ กลับเป็นหลักที่หลายคน รวมถึงแอดด้วย ก็ใช้โดยไม่รู้ตัว

๑. ฉันทะ (Chanda)
ความยินดีในเหตุที่ถูกต้อง
ฉันทะ คือ ความพอใจและความใคร่ที่จะทำสิ่งที่ดีงาม เป็นแรงจูงใจที่บริสุทธิ์
ไม่ใช่ความอยากผลลัพธ์ และไม่ใช่ความฝืนใจ
ฉันทะ ≠ ตัณหา
ฉันทะเกิดจาก การเห็นคุณค่า
ก่อนลงมือทำ ลองถามตนเองว่า
งานนี้มีประโยชน์ต่อใคร และเราตั้งเหตุถูกหรือไม่

๒. วิริยะ (Viriya)
ความเพียรอย่างถูกทาง
วิริยะ คือ ความเพียร ความพยายาม และความไม่ย่อท้อ แต่ไม่ใช่การหักโหม หรือเผาตัวเอง
เป็นความเพียรเพื่อความถูกต้อง
ทำงานสม่ำเสมอ แบ่งงานให้พอดีกำลัง
เหนื่อยได้ พักได้ แต่ไม่ทอดทิ้งหน้าที่

๓. จิตตะ (Citta)
ใจอยู่กับงาน
จิตตะ คือ การตั้งจิตไว้กับงานตรงหน้า
ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เลื่อนลอย
งานจะมีคุณภาพ
เมื่อใจอยู่กับสิ่งที่ทำ
ไม่ใช่แค่ร่างกายทำ แต่ใจลอย

๔. วิมังสา (Vīmaṃsā)
ปัญญาที่ทำให้งานไม่หลงทาง
วิมังสา คือ การพิจารณา ตรวจสอบด้วยปัญญา
กล้าถามว่า วิธีนี้ยังถูกต้องหรือไม่
เหตุและผลสอดคล้องกันหรือเปล่า
ในที่ทำงาน คือการไม่ยึดอีโก้
รับฟัง feedback
และกล้ายอมรับเพื่อปรับปรุง

ในวันทำงานแรกของปีนี้ ขอฝากอิทธิบาท ๔ ไว้เป็นหลักตั้งต้น สำหรับคนทำงานทุกคน 🙏

Admin 𝗣𝗹𝗮𝗱𝗮𝗼, Page 𝗦𝗔𝗣𝗭𝗔𝗽𝗽 🥰
#อิทธิบาท4

✨𝗦𝗔𝗣𝗭𝗔𝗽𝗽 : ปิดปี 2025✨โพสต์นี้ขอ ❌ไม่เล่า Technical ❌ไม่พูดถึง Module ❌ ไม่เปิด Transaction codeปี 2025 เป็นปีที่แอดหายห...
30/12/2025

✨𝗦𝗔𝗣𝗭𝗔𝗽𝗽 : ปิดปี 2025✨
โพสต์นี้ขอ
❌ไม่เล่า Technical
❌ไม่พูดถึง Module
❌ ไม่เปิด Transaction code

ปี 2025 เป็นปีที่แอดหายหน้าไปบ้าง ไม่ได้โพสต์ถี่เหมือนช่วงแรก ไม่ใช่เพราะหมดไฟนะคะ แต่เพราะปีนี้แอด ติดโปรเจค S/4HANA ของบริษัท 😅
และใครเคยอยู่โปรเจคนี้จะรู้ดีว่า… มันไม่ใช่งานสั้น ๆ โปรเจคนี้ของแอดน่าจะยาวไปถึง กลางปีหน้า เลยทีเดียว

ระหว่างทาง แอดอาจจะไม่ได้มาโพสต์บ่อย แต่ถ้ามาโพสต์เมื่อไหร่ แอดอยากให้มันเป็นเรื่องที่
👉 สนใจจริง
👉 ไปหาข้อมูลมาแล้วจริง
👉 หรือเป็นสิ่งที่ได้ใช้ ได้เจอ ได้ปวดหัวกับมันจริง ๆ

เพราะสไตล์ของ SAPZApp ตั้งแต่วันแรก เราไม่ได้เขียนทุกเรื่อง เราเขียนเฉพาะเรื่องที่ “เราอิน” และคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับคนทำ SAP เหมือนกัน
แอดมินอยากจะขอขอบคุณทุกคนที่ยังอยู่👏 ทุกคอมเมนต์ ทุก inbox และทุกคนที่อ่านโพสต์ยาว ๆ ของแอดจนจบ!!!

ปีหน้า แอดจะพยายาม:
👉 หยิบเรื่องจากหน้างาน S/4HANA มาเล่าให้มากขึ้น
👉 หาเนื้อหาที่ “ใช้ได้จริง” แล้วมาแชร์ให้เพื่อนๆฟัง
และที่สำคัญ… 👉 จะพยายาม keep posting ให้สม่ำเสมอขึ้น ✊

และสุดท้าย แอดอยากขอบคุณ “ตัวเอง” เหมือนกัน ที่ปีนี้ลุยมาทุกงาน รับมาทุกเคส ผ่าน(เกือบ)ทุก deadline แม้บางวันจะอยากปิดเครื่องหนีไปเฉย ๆ 😅 แต่ก็ยังผ่านมาได้จนถึงตรงนี้

ก่อนจะจบปีนี้ ขออวยพรคนทำงาน SAP ทุกคน ขอให้ปี 2026 เป็นปีที่
💕ระบบขึ้นได้, issue น้อยหน่อย
💕โปรเจคไม่ delay
💕User น่ารักใจดี
และที่สำคัญ… ขอให้ทุกคนอยู่รอดปลอดภัย 😄

Happy New Year 2026 🎉 ขอให้ปีหน้าเบากว่าปีนี้นิดนึง 💙 May next year be just a little brighter than this year.

Admin 𝗣𝗹𝗮𝗱𝗮𝗼 เพจ 𝗦𝗔𝗣𝗭𝗔𝗽𝗽

#เหนื่อยแต่ไม่เลิก #ปีหน้าสู้ต่อ #ขอบคุณที่อยู่ด้วยกัน

✨[𝐒𝐀𝐏 𝐂𝐞𝐫𝐭𝐢𝐟𝐢𝐞𝐝 = 𝐏𝐫𝐨𝐟𝐢𝐥𝐞 𝐂𝐞𝐫𝐭𝐢𝐟𝐢𝐞𝐝]✨ช่วงนี้กระแส CK แรงมาก แต่เรื่องที่แอดมินสนใจคือเรื่อง CPA หมดอายุ ต่ออายุ active i...
30/08/2025

✨[𝐒𝐀𝐏 𝐂𝐞𝐫𝐭𝐢𝐟𝐢𝐞𝐝 = 𝐏𝐫𝐨𝐟𝐢𝐥𝐞 𝐂𝐞𝐫𝐭𝐢𝐟𝐢𝐞𝐝]✨
ช่วงนี้กระแส CK แรงมาก แต่เรื่องที่แอดมินสนใจคือเรื่อง CPA หมดอายุ ต่ออายุ active inactive งงไปหมด 🌊จริงๆ เรื่องนี้ ก็ทำให้นึกถึงชีวิตชาว SAP อย่างเรา ๆ ที่เวลาอยากจะ Up Profile ก็ต้องพึ่ง “SAP Certificate” เหมือนกัน แล้วก็สอบเซอร์ได้ปุ๊บ ก็ขายตัวเองเลยว่าได้เซอร์นะ 🎓💼

เพราะเวลามี SAP Certified ติดชื่อ ➡️ ไม่ต่างอะไรกับได้ตราประทับว่า “ผ่านการทดสอบมาแล้ว” เวลาไปสมัครงาน / Present ตัวเองกับลูกค้า / หรือแม้แต่โพสต์ LinkedIn มันก็ ดู Credible & Professional ขึ้นมาทันที ✅

📌 แล้ว SAP มี Certificate อะไรตอนนี้?
𝟏. 𝐀𝐬𝐬𝐨𝐜𝐢𝐚𝐭𝐞 𝐂𝐞𝐫𝐭𝐢𝐟𝐢𝐜𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 → ใบเบื้องต้นสุดที่คนทำงาน Functional, Tech หรือ Development เช่น FI, MM, SD, PP, ABAP, BTP,... และก็ยังมี Certificate ใหม่ๆ ที่ชื่อไม่คุ้นเคย เช่น SAP Sustainability Solutions, Implementation Consultant - End-to-End Business Processes for the Intelligent Enterprise, WalkMe Digital Adoption Consultant (Platform ล่าสุดที่ SAP เข้าซื้อกิจการสำเร็จเมื่อปลายปีที่แล้ว)

𝟐. 𝐒𝐩𝐞𝐜𝐢𝐚𝐥𝐢𝐬𝐭 𝐂𝐞𝐫𝐭𝐢𝐟𝐢𝐜𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 → เน้นทักษะเฉพาะทางสำหรับ Consultant ที่ต้องการเป็น Implementor แบบกว้างๆ เน้นเรื่อง Conversion / Project Management

𝟑. 𝐏𝐫𝐨𝐟𝐞𝐬𝐬𝐢𝐨𝐧𝐚𝐥 𝐂𝐞𝐫𝐭𝐢𝐟𝐢𝐜𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 → ระดับสูงขึ้น เน้นประสบการณ์จริงและการออกแบบเชิงธุรกิจ/โซลูชัน (เท่าที่แอดมินเข้าไปดูมีแค่ 3 ตัว) คือ SAP Enterprise Architect, Solution Architect - SAP BTP และ Developer - SAP Commerce Cloud

📝 การสอบก็ไม่ยากเกินไปนะ ถ้าเตรียมตัวดีๆ มีหลายแหล่งให้เรียน ทั้ง Learning Hub, openSAP, หรือบางคนก็เรียนจาก YouTube + ทำ mock test เอา
💡 สอบผ่านแล้วจะได้ badge สวยๆ จาก Credly เอาไปโชว์ใน LinkedIn ได้เลย! เหมือนมี “เหรียญตรา” ว่าเราคือคนจริงในสาย SAP 💪 ซึ่งแอดมินก็มีโชว์อยู่ใน LinkedIn แม้ว่ามันจะหมดอายุแล้วก็ตาม 555

🔄 โมเดล “𝐆𝐞𝐭- 𝐚𝐧𝐝 𝐒𝐭𝐚𝐲-𝐂𝐞𝐫𝐭𝐢𝐟𝐢𝐞𝐝”
>> ทุกใบมี อายุเพียง 1 ปี เริ่มตั้งแต่ เมษายน 2024: ต้องทำแบบทดสอบ “Stay Certified” ทุกปีเพื่อคงสถานะการรับรอง ใช้เวลาเรียนประมาณ 2 ชั่วโมง และสอบ 20–30 นาที และต้องต่ออายุผ่าน Stay Certified assessment ทุกปี ผ่าน SAP Learning Hub
>> ผู้ถือใบ cert ก่อนหน้านี้ ที่ยัง valid ณ มีนาคม 2025 จะหมดอายุ 31 มีนาคม 2025 และต้องทำ assessment ก่อนวันนั้น
หากไม่ทำ!! : ใบ cert จะ หมดอายุ → ถ้าอยากได้ต่อ ต้องสอบใหม่

🤔 คำถามที่เจอบ่อยคือ
“แล้วต้องสอบไหม?”
👉 คำตอบคือ "ไม่บังคับ" แต่... การมี Certificate = คุณได้โชว์ว่า ไม่ได้แค่ทำงาน แต่เข้าใจตามมาตรฐาน SAP จริง ๆ
ใบ cert อาจช่วยให้โดดเด่นใน resume หรือโอกาสสัมภาษณ์งาน หรือขายงานให้ลูกค้า แต่ แต่ แต่ ในบางตลาดเค้าสนใจดูประสบการณ์จริงมากกว่า !!!

สำหรับตัวแอดมินเอง เคยสอบเซอร์ได้ตั้งแต่ปี 2010 ตอนยังเป็น ECC แล้วมาได้อีกทีตอน S/4HANA Cloud ปี 2022 แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้ Stay Certified มันอีก (แต่ว่าก็ยังขิงแปะอยู่ใน LinkedIn นะเออ)

ในมุมมองของแอดมินประสบการณ์สำคัญมากๆ กับการเป็น Consultant มันไม่ใช่แค่ความรู้เชิงเทคนิคอย่างเดียว แต่มุมมองธุรกิจจากหลายๆที่ ทำให้เรา applied ไป implement ให้ลูกค้าได้อย่างเหมาะสม แต่…การได้ไปสอบเซอร์ก็เหมือนกับเราต้องทบทวนความรู้ หรือ ต้องอ่านทำความเข้าใจความรู้ใหม่ๆ เพื่อไปทำข้อสอบให้ผ่าน ข้อดีคือ มันเหมือนไป recap ความรู้ที่ทำมา และก็ได้ความรู้ใหม่เพิ่มในบางเรื่อง

เพื่อนคนไหนมีประสบการณ์การสอบเซอร์เด็ดๆ อยากแชร์ หรือ อยากขิง แชร์กันในเม้นเลยนะจ๊ะ

ปล. เค้าให้ใช้สิทธิ์สอบ 6 ครั้ง แอดสอบได้ 1 ตัว ก็คิด โอเคกรูพอละ....นี่ยกนิ้วให้คนสอบได้ 6 ใบจริงๆ

Admin: 𝐏𝐥𝐚𝐝𝐚𝐨 (SAP Certified ที่ expired ไปแล้ว), Page: 𝐒𝐀𝐏𝐙𝐀𝐩𝐩

link reference SAP Cert. แอดมินแปะไว้ให้ใน comment นะจ๊ะ

📌 𝐒𝐀𝐏 𝐄𝐯𝐞𝐧𝐭 𝐌𝐞𝐬𝐡 ต่างจาก 𝐂𝐏𝐈 / 𝐏𝐈-𝐏𝐎 ยังไง แล้วควรใช้ตัวไหน เมื่อไหร่ดี?สวัสดีแฟนเพจ SAPZApp ทุกคน 🙌 ต่อจากโพสต์ที่แล้วท...
03/07/2025

📌 𝐒𝐀𝐏 𝐄𝐯𝐞𝐧𝐭 𝐌𝐞𝐬𝐡 ต่างจาก 𝐂𝐏𝐈 / 𝐏𝐈-𝐏𝐎 ยังไง แล้วควรใช้ตัวไหน เมื่อไหร่ดี?

สวัสดีแฟนเพจ SAPZApp ทุกคน 🙌 ต่อจากโพสต์ที่แล้วที่แอดมินเล่าให้ฟังว่าได้ไปฟัง SAP มา present ฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจอย่าง Event Mesh
วันนี้เลยจะมาต่อเนื้อหาแบบเน้น ๆ ว่า
💡 Advanced Event Mesh (𝐀𝐄𝐌) มันต่างจาก Cloud Platform Integration (𝐂𝐏𝐈) หรือ Process Integration/Process orchestration (𝐏𝐈/𝐏𝐎) ยังไง? แล้วควรใช้อะไรดีในสถานการณ์ไหน? ซึ่งแอดมินสรุปรวมให้ในรูปที่โพสนี้

🔍 มาค่ะ มาดูแบบเปรียบเทียบกันชัด ๆ
📡 แนวคิด
AEM > Event-Driven (Asynchronous)
CPI > Process Orchestration (Sync/Async)
PI/PO > Message Orchestration (Mostly Sync)

⚙️ การสื่อสาร
AEM > ส่งเหตุการณ์แบบ pub-sub หรือ queue
CPI > Integration flow (iFlow)
PI/PO > Integration scenario, mapping

🧠 ความซับซ้อน
AEM > Simple, ชัดเจน, ไม่มี logic เยอะ
CPI > มี logic, transformation, routing ได้
PI/PO > ซับซ้อนกว่า, ใช้ graphical tools

🕒 ความเร็ว
AEM > Real-time / Near real-time
CPI > Real-time หรือ batch ก็ได้
PI/PO > ส่วนใหญ่ใช้แบบ synchronous

🔗 การเชื่อมต่อ
AEM > หลวม (Loosely Coupled)
CPI > เชื่อมต่อแน่นกว่าหน่อย
PI/PO > ผูกกับระบบเยอะ

☁️ Landscape
AEM > SAP BTP / Hybrid
CPI > SAP BTP
PI/PO > On-premise เท่านั้น

📌 แล้วควรใช้ตัวไหนในสถานการณ์ไหน?
✅ ใช้ Event Mesh ถ้า:
> ต้องการ broadcast data แบบ real-time (เช่น Order Created → แจ้งระบบอื่นทันที)
> มีหลายระบบที่ต้องทำงานหลังจาก event เดียวกัน (fan-out)
> ต้องการ decouple ระบบให้แยกกันทำงาน (ระบบพังอันนึง อีกอันไม่พังตาม)
> ใช้ architecture แบบ microservices หรือ IoT หรือ cloud-native

✅ ใช้ CPI (Cloud Integration) ถ้า:
> ต้องมี logic เช่น mapping, enrich, split message
> ต้อง integrate SAP กับ 3rd party ผ่าน protocol ต่าง ๆ (HTTPS, SFTP, JDBC ฯลฯ)
> ต้องการ orchestration ที่ควบคุม flow ได้ละเอียด
> ทำ integration แบบ point-to-point หรือ process-based

✅ ใช้ PI/PO ถ้า:
> ยังอยู่ในระบบ on-premise และยังไม่ย้ายไป BTP
> มี integration เก่าเยอะที่ยังใช้อยู่
> ยังไม่พร้อมไป cloud (แต่แนะนำเริ่มคิดเผื่อเถอะนะ 😉)

โอเค หวังว่าโพสต์นี้จะช่วยให้เพื่อน ๆ เข้าใจภาพรวมมากขึ้นนะคะ แอดมินน่าจะเล่าได้ดีที่สุดเท่านี้เพราะไม่ได้สนิทกับเทคนิค Integration ซักเท่าไหร่ 😀
📌 และถ้าองค์กรของเพื่อนๆ กำลังวางแผน integration strategy อย่าลืมพิจารณา landscape ปัจจุบันและเป้าหมายในอนาคต เพราะการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมจะช่วยให้ระบบทำงานได้ลื่นไหลและรองรับการเติบโตของธุรกิจได้ดีที่สุด!!
สุดท้ายขอฝากลิงค์นี้สำหรับคนที่อยากเรียนรู้และฝึกฝนนะจ๊ะ ส่วนของแอดมินรู้แค่นี้พอก่อน ได้ใช้จริงค่อยว่ากัน!!! https://community.sap.com/t5/enterprise-resource-planning-blog-posts-by-members/sap-event-mesh-end-to-end-tutorial-with-cloud-platform-integration/ba-p/13576920

𝐀𝐝𝐦𝐢𝐧 𝐏𝐥𝐚𝐝𝐚𝐨 𝐏𝐚𝐠𝐞 𝐒𝐀𝐏𝐙𝐀𝐩𝐩








Helloooo ชาว SAPZApp แอดมินเงียบหายไปนานมากกกกกกก 😭 แอดมินต้องขออภัยแฟนเพจทุกคนอย่างแรงงง งานยุ่งแบบจัดเต็มจนไม่มีอารมณ์...
01/07/2025

Helloooo ชาว SAPZApp แอดมินเงียบหายไปนานมากกกกกกก 😭 แอดมินต้องขออภัยแฟนเพจทุกคนอย่างแรงงง งานยุ่งแบบจัดเต็มจนไม่มีอารมณ์คิดอะไรจะเขียนลงเพจเลย 💻📚

แต่ช่วงที่หายไปก็ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องเล่านะ... เมื่อไม่นานมานี้แอดมินได้มีโอกาสเข้าฟังทาง SAP เข้ามา present ฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่เขาอยากให้บริษัทเรานำไปใช้ (จริง ๆ ก็เหมือนมาตามจีบให้ลองของนั่นแหละ 555 😅)
สิ่งที่แอดมินสะดุดตาและสะดุดใจก็คือ 𝐒𝐀𝐏 𝐈𝐧𝐭𝐞𝐠𝐫𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 𝐒𝐮𝐢𝐭𝐞: 𝐀𝐝𝐯𝐚𝐧𝐜𝐞𝐝 𝐄𝐯𝐞𝐧𝐭 𝐌𝐞𝐬𝐡 ✨ฟังชื่อดูเหมือนเทคโนโลยีจากอวกาศ 555 🛸 และงานนี้ SAP ได้จัด Sandbox มาให้แอดมินได้ลองใช้งานด้วยซึ่งมันก็ Wow มาก มามะเรามาทำความรู้จักกันว่ามันคืออะไร

✨ 𝐀𝐝𝐯𝐚𝐧𝐜𝐞𝐝 𝐄𝐯𝐞𝐧𝐭 𝐌𝐞𝐬𝐡 คืออะไร?
มันคือเทคโนโลยี messaging แบบ event-driven ที่สามารถส่งข้อมูลระหว่างระบบต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย รองรับการทำงานแบบ asynchronous และสามารถ scale ได้ตามความต้องการของธุรกิจเหมาะมากสำหรับองค์กรที่มีระบบหลายตัวและต้องการให้ข้อมูลไหลเวียนแบบทันทีทันใด

แล้วมันดียังไง?

ลองนึกภาพว่า...
>> S/4HANA มีการสร้าง Sales Order → มันส่งสัญญาณ “เป้งงง” บอก Event Mesh เลยว่า "มีออเดอร์ใหม่แล้วนะ!"
>> จากนั้นระบบอื่น ๆ ที่ subscribe อยู่ ซึ่งสามารถ subscribe ได้มากกว่า 1 ระบบ เช่น ระบบส่งแจ้งเตือนลูกค้า หรือระบบจัดการคลังสินค้า → ก็จะทำงานต่อได้ทันที โดยไม่ต้องมานั่งเช็คตลอดเวลา
>> มันคือ Real-time, Async, Low Coupling สุด ๆ 💡

📌 สิ่งที่ Event Mesh ทำได้คือ:
1. กระจายข่าว (broadcast event) ไปหาหลายๆ ระบบพร้อมกัน โดยไม่ต้อง develop เส้น Interface เยอะแยะมากมาย
2. เชื่อม SAP กับ non-SAP ได้แบบไม่ต้องเหนื่อยใจ
3. รองรับแนวคิด Microservices, IoT, Integration ยุคใหม่อย่างแท้จริง

เอาละ ตั้งแต่ตรงนี้ลงไปจะลง Detail Technical นิดนึงนะจ๊ะ ใครไม่ถนัดข้ามได้เลย หรือใครอยากอ่านเล่นๆประดับความรู้ไว้คุยกับคนอื่น เชิญ+++

📌𝐊𝐞𝐲 หลักๆ และคำที่เราควรรู้จัก!!
📤 𝐏𝐮𝐛𝐥𝐢𝐬𝐡𝐞𝐫 คือ?
ตัวที่ "ส่งข้อมูล" หรือ "ปล่อย event" ออกมา
นึกภาพว่า SAP S/4HANA มี "Sales Order ถูกสร้าง"
👉 ตัว S/4HANA จะกลายเป็น Publisher เพราะมันเป็นคนส่งข้อมูล (event) ไปยัง Event Mesh

📥 𝐒𝐮𝐛𝐬𝐜𝐫𝐢𝐛𝐞𝐫 คือ?
ตัวที่ "ติดตามข้อมูล/รับข้อมูล" และรอรับ event จาก Event Mesh
เช่น ระบบ Notification, ระบบคลังสินค้า หรือ Microservice ที่ต่อกับ Event Mesh
👉 ถ้ามีใคร Publish ข้อมูลออกมา มันก็จะเด้งมาที่ผู้ Subscribe ไว้ (เช่นส่ง SMS หรืออัปเดต stock เข้าระบบ)
ซึ่งข้อดีอยู่ที่ตรงนี้คือ ถ้า Publisher ส่งข้อมูลมา 1 ครั้ง Subscriber มากกว่า 1 ระบบที่มีการ Subscribe หัวข้อเดียวกันไว้จะได้รับข้อมูลพร้อมๆกันทันที!!

✅ 𝐒𝐮𝐛𝐬𝐜𝐫𝐢𝐛𝐞 คือ การกดติดตาม!
เหมือนเรากดติดตามเพจ Facebook หรือ YouTube
เรากำลัง บอก Event Mesh ว่า "ถ้ามีหัวข้อแบบนี้ เข้ามาเมื่อไหร่ ส่งมาบอกฉันด้วยนะ!"
เช่น ระบบ A บอกว่า “ถ้ามี 𝑆𝑎𝑙𝑒𝑠𝑂𝑟𝑑𝑒𝑟.𝐶𝑟𝑒𝑎𝑡𝑒𝑑 → ขอรับด้วย”
📌 ระบบ A ก็กลายเป็น Subscriber ของ event นี้

🧵 𝐓𝐨𝐩𝐢𝐜 คือ?
Topic คือ "ช่องทางส่งข่าว" หรือ "หมวดหมู่ของ Event" ที่ Publisher ใช้ในการประกาศ และ Subscriber ใช้ในการเลือกรับ
📌 ยกตัวอย่างแบบง่าย:
SAP S/4HANA ส่ง Event ที่ว่า “Sales Order Created”

👉 Event Mesh อาจใช้ Topic ว่า:
/𝑑𝑒𝑓𝑎𝑢𝑙𝑡/𝑠𝑎𝑝/𝑠4/𝑏𝑒ℎ/𝑠𝑎𝑙𝑒𝑠𝑜𝑟𝑑𝑒𝑟/𝑐𝑟𝑒𝑎𝑡𝑒𝑑/𝑣1
Publisher จะส่ง event นี้เข้า Topic นี้
ใครที่สนใจ Sales Order ใหม่ → ก็มา Subscribe Topic นี้ไว้

🔄 หน้าที่ของ Topic ในระบบคือ?
ช่วย จัดกลุ่ม Event ให้เป็นระเบียบ เช่น Sales Order, Invoice, Goods Movement
ช่วยให้ระบบสามารถ Subscribe ได้แบบเฉพาะเจาะจง
เช่น subscribe แค่ Topic ของ 𝑠𝑎𝑙𝑒𝑠𝑜𝑟𝑑𝑒𝑟/𝑐𝑟𝑒𝑎𝑡𝑒𝑑 ไม่ต้องรับข่าว 𝑖𝑛𝑣𝑜𝑖𝑐𝑒/𝑐𝑎𝑛𝑐𝑒𝑙𝑙𝑒𝑑
Topic ยังสามารถทำ wildcard ได้ด้วย เช่น:
/𝑠𝑎𝑝/𝑠4/𝑏𝑒ℎ/𝑠𝑎𝑙𝑒𝑠𝑜𝑟𝑑𝑒𝑟/* → รับทุก event ที่เกี่ยวกับ sales order
/𝑠𝑎𝑝/𝑠4/𝑏𝑒ℎ/* → รับทุก event ของ SAP S/4HANA

เอาละโพสนี้น่าจะยาวไปละ เอาเป็นว่า 👉 Event Mesh คือ keyword ที่เพื่อนๆ ควรรู้จัก! หากใครสนใจอยากศึกษาเพิ่มเติม ไปที่นี่ได้เลยจ้า แอดมินแปะลิงค์ไว้ให้ https://www.sap.com/products/technology-platform/integration-suite/advanced-event-mesh.html

💬 เดี๋ยวโพสต์หน้าแอดมินจะมาเล่าต่อว่า SAP Event Mesh มันต่างจาก CPI / PI-PO ยังไง? แล้วเราควรเลือกใช้เมื่อไหร่ดี?

📢 อย่าลืมกดติดตามเพจ SAPZApp ไว้ จะได้ไม่พลาดเทคโนโลยีดี ๆ จาก SAP ที่แอดมินคัดมาแล้วว่าเด็ด!

𝐀𝐝𝐦𝐢𝐧 𝐏𝐥𝐚𝐝𝐚𝐨, 𝐏𝐚𝐠𝐞 𝐒𝐀𝐏𝐙𝐀𝐩𝐩




ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SAPZAppผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์