07/07/2026
ชักลังเลว่าเราควรจะภาคภูมิใจหรือไม่ กับความเป็นประเทศ “เนื้อหอม” ที่สุดในอาเซียน ที่อุตสาหกรรมดาต้า เซ็นเตอร์ สนใจเข้ามาลงทุนขนานใหญ่
เห็นได้จากตัวเลขการยื่นขอส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในปี 2568 มีถึง 36 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 728,000 ล้านบาท แถมต้นปี 2569 ก็ยังไม่หยุด ขออนุมัติเพิ่มอีก 7 โครงการ มูลค่า 96,000 ล้านบาท
ซึ่งปัจจุบันมี 3-4 เจ้าที่เริ่มลงทุนจริง ๆ แล้ว เช่น โปรเจ็กต์ร่วมทุนระหว่างกัลฟ์ สิงเทล และเอไอเอส ในพื้นที่สมุทรปราการ กลุ่มทรู ซึ่งลงทุนในชลบุรีและสมุทรปราการ ขณะที่กูเกิ้ล ก็เริ่มลงทุนเฟสแรกแล้ว เป็นต้น
ในขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ถูกตั้งข้อหาจากนักวิชาการและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมว่า เป็นตัวเขมือบพลังงานและน้ำปริมาณมหาศาล
ด้วยความจำเป็นพื้นฐานที่ดาต้าเซ็นเตอร์ คือ ตึกขนาดใหญ่ที่บรรจุแต่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์เพื่อเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลมหาศาล ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
จึงจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าที่มีความเสถียร ขณะเดียวกันดาต้าเซ็นเตอร์ก็ต้องการน้ำจำนวนมาก เพื่อหล่อเย็น ไม่ให้เซิร์ฟเวอร์เกิดความร้อนสูง
มีการประเมินว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดไฮเปอร์สเกล หรือขนาดใหญ่ที่รองรับเซิร์ฟเวอร์นับแสนเครื่อง จะมีการใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าเมืองทั้งเมือง และต้องใช้น้ำมากถึง 1-5 ล้านแกลลอนต่อวัน เทียบเท่าปริมาณน้ำที่ครัวเรือนนับหมื่นคนใช้ในชีวิตประจำวัน
ก็เลยสงสัยว่า ถ้าหากข้อดีของอุตสาหกรรมยุคดิจิทัล อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ รองรับการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) นำมาซึ่งการลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ ที่ทั่วโลกกำลังต้องการ
คาดหมายกันว่าจะนำพาเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเข้ามา เป็นเศรษฐกิจเครื่องยนต์ใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนจีดีพีประเทศไทย แต่จะคุ้มค่ากับการใช้ทรัพยากรมหาศาล โดยเฉพาะน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยความจำเป็นหลักของเกษตรกร อาชีพพื้นฐานดั้งเดิมของคนไทย
ยิ่งดาต้าเซ็นเตอร์พุ่งเป้าลงทุนส่วนใหญ่ไปที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งก็คือพื้นที่อีสเทิร์น ซีบอร์ด ที่มีโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม และมาบตาพุด อยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน ระยอง ชลบุรี ก็มีพื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องการใช้น้ำเพื่อเพาะปลูก โดยเฉพาะราชาผลไม้อย่างทุเรียน ที่ปัจจุบันมีการส่งออกทำรายได้ปีละเป็นแสนล้านบาท
สงสัยว่าน้ำที่มีอยู่จะเพียงพอที่จะแบ่งปันให้เกษตร อุตสาหกรรม แถมจะต้องรองรับการใช้น้ำของคนชลบุรี ระยอง ที่มีเป็นล้านคน
อ่านต่อใต้คอมเมนต์