flow best tech co.ltd

flow best tech co.ltd ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก flow best tech co.ltd, Rayong.

02/07/2023
16/12/2022
30/10/2022
30/10/2022

===บทเรียนตลาดหุ้นฟื้นหลังวิกฤติ===
ขณะนี้ตลาดหุ้นหลายแห่งโดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ จีนและเวียตนามต้องถือว่า “วิกฤติ”แล้วแม้ว่าจะไม่ได้หนักเหมือนอย่างช่วงซับไพร์มในปี 2008 หรือปี 2000 สำหรับหุ้นไฮเท็คในอเมริกา หรือช่วง “ต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 เพราะตลาดหุ้นได้ตกลงมาในระดับ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ ในสหรัฐ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ในเวียตนาม และถึง 40% ในตลาดหุ้นจีน และจริง ๆ ก็ยังไม่รู้ว่าจะหยุดตกหรือยัง
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าถ้าจะลงอีกก็คงไม่มากแล้ว เพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศไม่ได้เลวร้ายมากเท่าวิกฤติครั้งก่อน ๆ และที่สำคัญ ราคาหุ้นก็ไม่แพงและในบางตลาดเช่นตลาดหุ้นจีนนั้นดูเหมือนว่าจะ “ถูกมาก” ค่า PE ของตลาดน่าจะต่ำกว่า 10 เท่า ดังนั้น นี่จึงอาจจะเป็น “โอกาสทอง” ของการลงทุน
แต่ก่อนที่จะเข้าไปลงทุนจริง ๆ ลองมาดูว่าถ้าตลาดหุ้นฟื้นตัวหลังจากปีนี้ “ผลตอบแทนที่คาดหวัง” ในอีกซัก 3-4 ปีขึ้นไปจะเป็นอย่างไร? อย่างน้อยจะทำให้รู้ว่ามันคุ้มกับ “ความเสี่ยง” ที่จะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งวิธีการของผมก็คือการศึกษาบทเรียนจากอดีตเฉพาะในตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2000 หรือปี 2543 และปี 2008 หรือปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่ตลาดหุ้นไทยเกิดวิกฤติโดยที่เป็นผลจากตลาดต่างประเทศเป็นหลักเหมือนวิกฤติครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันไม่ได้เกิดวิกฤติ ดังนั้น บทเรียนที่น่าจะนำไปประยุกต์ใช้ได้จึงอยู่ที่ตลาดหุ้นเวียตนามและจีนเท่านั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2543 ก็คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยตกลงไปลึกมากถึง -44.1% แต่การฟื้นตัวหลังจากนั้นก็เร็วมาก คือในปี 2544 ดัชนีปรับตัวขึ้น 12.9% ปี 2545 ขึ้นไป 17.3% และปี 2546 ปรับตัวขึ้นไปสูงสุดถึง 116.6% ก่อนที่การฟื้นตัวจะสิ้นสุดลง ในช่วงเวลา 3 ปี ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึง 187% หรือคิดง่าย ๆ ปีละ 62% โดยเพียงแต่ลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนี แต่สำหรับคนที่เลือกหุ้นได้ดีแนว VI ระยะยาวก็น่าจะยิ่งได้ผลตอบแทนสูงมากกว่านั้นจนแทบจะ “รวย” ได้เลยในช่วงเวลาอันสั้น
แต่การฟื้นตัวของหุ้นในช่วง 3 ปีดังกล่าวนั้นมาพร้อมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และพื้นฐานทางด้านผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ดีขึ้นมาก เช่นเดียวกับความถูก/แพงของตลาดหุ้นที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนมาก ๆ
ประเด็นแรกก็คือ GDP หลังวิกฤตินั้น เติบโตเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ปี 2544 แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ถล่มตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์ค เศรษฐกิจไทยก็ยังโต 3.4% ปี 2545 โตเพิ่มขึ้นเป็น 6.1% และปีสุดท้ายคือปี 2546 โตขึ้นถึง 7.2%
ตรงกันข้าม อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของแบ้งค์ชาติกลับลดลงต่อเนื่องจากที่เคยสูงถึง 6.5% ในปีวิกฤติ 2543 ลดลงเหลือ 2.25% ในปี 2544 ลดลงเหลือ 1.25% ในปี 2545 และเหลือเพียง 1% ในปี 2546 และนี่ก็น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญมากอย่างหนึ่งของการฟื้นตัวของราคาหุ้นไม่แพ้เรื่องของการเติบโตของ GDP
ทั้งสองปัจจัยนั้น น่าจะมีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มขึ้นของกำไรหรือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่มีการปรับตัวขึ้นเร็วมากโดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายของการฟื้นตัวของตลาดหุ้นในปี 2546 ที่กำไรโดยรวมของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นถึง 50% จากประมาณ 200,000 ล้านบาทเป็น 300,000 ล้านบาท
และสุดท้ายที่ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงจริง ๆ ก็คือ ความถูกของราคาหุ้นหลังวิกฤตินั่นคือ ค่า PE ของหุ้นที่ต่ำมากในปี 2544 ที่ 4.9 เท่า ซึ่งเมื่อหุ้นฟื้นก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 7 เท่าในปี 2545 และในปี 2546 ที่หุ้นขึ้นไปกว่า 100% ซึ่งทำให้ค่า PE ปรับตัวสูงขึ้นสู่ “ภาวะปกติ” ที่ 18.2 เท่า หรือถ้าพูดสรุปอย่างง่ายก็คือ ในยามที่ทุกอย่างดูสดใสแล้ว ราคาหุ้นก็จะโตแบบ “สองเด้ง” คือนอกจากจะโตตามผลประกอบการแล้ว ก็จะโตโดยการเพิ่มค่า PE ด้วย
บทเรียนตลาดหุ้นฟื้นตัวหลังวิกฤติปี 2008 หรือ 2551 ดูเหมือนว่าแทบจะเหมือนกับปี 2543 เริ่มตั้งแต่ดัชนีหุ้นที่ตกลงมาแรงมากที่ -47.5% แต่การฟื้นตัวนั้นมากกว่าและกินเวลายาวกว่า คือปี 2552 ดัชนีเพิ่มขึ้น 63.3% ปี 2553 เพิ่มขึ้น 40.5% ปี 2554 ดัชนีทรงตัวคือ - 0.7% ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นใหม่ในปี 2555 ที่ 35.8% รวม 4 ปี ดัชนีเพิ่มขึ้น 209% หรือเฉลี่ยปีละ 52.3% กลายเป็น 4 ปีทองโดยเฉพาะของนักลงทุนแบบ VI ที่มักจะทำได้ดีกว่านั้นมาก และทำให้ VI รุ่นใหม่หลาย ๆ คน “เปลี่ยนชีวิต” และรวยไปเลย
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังวิกฤตินั้น เริ่มจริง ๆ ในปี 2553 หลังจากที่เศรษฐกิจถดถอยลงเพียงเล็กน้อยในปี 2551 และ 2552 ที่เศรษฐกิจไทยโตเพียง 1.7% และ -0.7% ตามลำดับ อันเป็นผลมาจากวิกฤติซับไพร์มที่เกิดขึ้นในอเมริกา เศรษฐกิจไทยโตขึ้นถึง 7.5% ซึ่งเป็นการเติบโตสูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี แต่พอถึงปี 2554 การเติบโตกลับลดลงเหลือเพียง 0.8% เพราะเกิด “มหาภัย” ทางธรรมชาติคือน้ำท่วมใหญ่ที่ทำให้นิคมอุตสาหกรรมและโรงงานจำนวนมากต้องหยุดการผลิตไปหลายเดือน
อย่างไรก็ตาม พอถึงปี 2555 เศรษฐกิจก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและเติบโตถึง 7.2% และน่าจะเป็นปีสุดท้ายของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วของประเทศไทย
ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงนั้น หลังวิกฤติรอบนี้ อัตราดอกเบี้ยไม่ได้ลดลงเท่าไรนัก เหตุผลก็คงเป็นเพราะว่าอัตราดอกเบี้ยในช่วงวิกฤติเองไม่ได้เพิ่มขึ้นหรืออยู่ในระดับสูง ปี 2551 ที่เกิดวิกฤติ อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.75% และปีที่ตลาดหุ้นฟื้นตัวเต็มที่ในปี 2555 อัตราดอกเบี้ยก็ยังอยู่ที่ 2.75% โดยในระหว่างนั้น อัตราดอกเบี้ยก็ขึ้นลงบ้างไม่มาก กล่าวได้ว่า ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงฟื้นตัวก็คือ “ดอกเบี้ยต่ำ” ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
และนั่นก็ส่งผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่อเนื่องระยะยาวตลอด 4 ปี ของตลาดหุ้นฟื้นตัว โดยในปีวิกฤติ 2551 กำไรโดยรวมของบริษัททั้งตลาดเท่ากับ 310,000 ล้านบาท ปี 2552 ถึงปี 2555 กำไรเพิ่มขึ้นเป็น 445,000 ล้านบาท 602,000 634,000 และ722,000 ล้านบาทตามลำดับ หรือก็คือ ในช่วงฟื้นตัว กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตเร็วมากและโตถึง 133% ในเวลาเพียง 4 ปี
ประเด็นสุดท้ายที่ดูเหมือนจะขาดไม่ได้ที่ทำให้หุ้นวิ่งขึ้นต่อเนื่องยาวนานและแรงมากก็คือ ในวันที่เกิดวิกฤติและตลาดหุ้นถล่มลงมาได้ทำให้ราคาหุ้น “ถูกมาก” นั่นก็คือ ค่า PE ในปี 2551 เหลือเพียง 7 เท่าจากปีก่อนหน้าที่ 17 เท่า แต่เมื่อการฟื้นตัวเต็มที่ในปี 2555 ค่า PE ได้ปรับตัวขึ้นไป “เป็นปกติ” ที่ 18.3 เท่าเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการฟื้นตัวครั้งก่อน
กล่าวโดยสรุปก็คือ การฟื้นตัวหลังวิกฤติตลาดหุ้นนั้น มักจะสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่สูงมากต่อเนื่องไปหลายปีหรือประมาณ 3-4 ปี โดยผลตอบแทนต่อปีสูงถึงกว่า 50% แต่มีเงื่อนไขว่าเศรษฐกิจหลังวิกฤติต้องเติบโตเร็วขึ้นและเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันที่ดัชนีหุ้นขึ้นสูงสุด อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจะต้องลดลงต่อเนื่องในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยช่วงวิกฤติอยู่ในระดับสูง
ในกรณีที่ดอกเบี้ยอาจจะไม่สูงหรือต่ำอยู่แล้ว อัตราดอกเบี้ยก็จะต้องไม่เพิ่มขึ้น กำไรของบริษัทจดทะเบียนจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่ตกต่ำลงมากจากวิกฤติ และสุดท้าย ตลาดหุ้นต้องไม่แพงหรือควรที่จะถูกหรือถูกมาก ค่า PE ถ้าต่ำกว่า 10 เท่าก็น่าจะดีมาก เพราะเวลาที่หุ้นฟื้นตัว การฟื้นตัวจะสูงมากเพราะหุ้นจะขึ้น “สองเด้ง” คือขึ้นจากกำไรที่เพิ่มขึ้นและเพิ่มจากค่า PE ที่สูงขึ้นบ่อยครั้งเกินเท่าตัวเมื่อสิ้นสุดการฟื้นตัว
โลกในมุมมองของ Value Investor
29 ตุลาคม 65
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

23/10/2022

7 ข้อที่จะทำให้นักธุรกิจ Strong ขึ้น!
เวลาเจอกับปัญหาที่ยากจะแก้ไข

คนที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียง
จนเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก
ในวันที่เขาล้มเหลว
เขามีวิธีการจัดการตัวเองยังไง

วันนี้ผมจะเล่าให้ฟัง

เชื่อว่าหลายๆคนก็อยากจะมีชีวิต
ที่ประสบความสำเร็จ แต่ระหว่างทาง
กว่าชีวิตจะประสบความสำเร็จก็ต้องพบ
กับความล้มเหลวมากมาย

สิ่งนี้เองจะเป็นตัววัดว่าใคร
จะสามารถทนความล้มเหลวนั้น
จนประสบความสำเร็จได้

1. เตรียมพร้อมที่จะล้มเหลว

เวลาที่คุณจะลงมือทำอะไรสักอย่าง
คุณอาจจะไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์
เพื่อที่จะให้มันเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ
ตามที่คุณคิดได้ แต่คุณควรจะทำให้มันดีที่สุด

ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วมันจะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด
แต่ถ้าเกิดคุณทำมันอย่างเต็ม คุณก็จะยอมรับมัน
และเรียนรู้ข้อผิดพลาดจนทำให้มันสำเร็จจนได้

2. อย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์

เมื่อคุณเจอเหตุการณ์หรือเรื่องแย่ๆ
จะมีโอกาสสูงมากที่คุณจะตัดสินใจด้วยอารมณ์ทันที
หากคุณใช้สติสักนิด หรือใช้เวลาสัก 5-10 นาที
ในการควบคุมอารมณ์ตัวเอง และคิดให้ดีจึงค่อยตัดสินใจ
ตอนนั้นก็ไม่สายที่จะทำให้สถานการณ์มันดีขึ้น

3. อยู่กับคนที่พร้อมจะซัพพอร์ตคุณ

เมื่อคุณได้ทำงานกับคนที่คอยซัพพอร์ตคุณ
หรืออยู่กับครอบครัว เวลาที่คุณเจอเหตุการณ์
ที่ไม่ดีจนรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยว
เวลาอยู่กับพวกเขาเหล่านั้นจะทำให้
คุณรู้สึกเป็นที่รัก มีคุณค่า ที่จะคอยรับฟังปัญหา
และให้คำแนะนำเมื่อเราถึงทางตัน

4. ทบทวนความล้มเหลว

เมื่อคุณทำธุรกิจล้มเหลว นี่อาจจะเป็นโอกาส
ในการคิดทบทวนว่า ทำไมมันถึงเกิดขึ้น
แล้วคุณรู้สึกยังไง สิ่งที่ควรทำต่อไปคืออะไร
คุณอาจจะใช้โอกาสนี้ในการตรวจสอบ
ภายในบริษัทว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณควรจะล้มเหลวบ่อยครั้ง
แต่การล้มเหลวก็จะเป็นตัวช่วยยืนยันอีกตัวหนึ่งว่า
สิ่งนี้อาจจะไม่เหมาะกับคุณหรือเปล่า

5. อย่าเอาจริงเอาจังกับตัวเองมากเกินไป

คุณต้องให้โอกาสของคุณล้มเหลวบ้าง
เพราะจริงๆแล้วความล้มเหลวก็เป็นส่วนหนึ่ง
ของธรรมชาติของมนุษย์ไม่ว่าใครก็ตาม
ก็เคยเกิดความล้มเหลวทั้งนั้น

ถ้าเกิดคุณจริงจังกับตัวเองมากเกินไป
ว่าชีวิตนี้จะไม่ผิดพลาดแม้แต่นิด
จะทำให้คุณรู้สึกไม่ดีมากๆเมื่อเวลาคุณล้มเหลว
คุณจึงควรเปลี่ยนมุมมองว่าความล้มเหลว
ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

6. ต้องรู้จักการแยกตัวเองออกจากความล้มเหลว

หากวันนี้คุณทำธุรกิจไม่เป็นตามที่คาดไว้
คุณอาจจะโทษตัวเอง 100% คุณต้องแยกตัวเอง
ออกจากสถานการณ์นั้นให้ได้ และหากลองนึกภาพ
ว่าถ้าเกิดโลกนี้ง่ายสำหรับทุกคนที่จะได้สิ่งที่พวกเขา
ต้องการอย่างแท้จริง คุณก็จะเข้าใจ
เพราะมันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
ทุกคนก็ล้วนแต่เจอความล้มเหลวมาทั้งนั้น

7. อย่ายึดติดกับมัน

หากคุณลองย้อนกลับไปศึกษาชีวประวัติ
ของบุคคลสำคัญระดับโลก อย่างเช่น JK rowling
ที่เคยถูกสำนักพิมพ์ปฏิเสธ Harry Potter
จากสำนักพิมพ์ถึง 12 ครั้ง แต่ตอนนี้เธอเป็นทั้ง
นักเขียนและนักสร้างแรงบันดาลใจ
ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของโลกคนนึง

หากวันนี้คุณกังวลกับความล้มเหลว
หรือกลัวว่าจะแก้ปัญหาที่พบไม่ได้
แล้วให้คุณเครียดจนรู้สึกหาทางออกไม่ได้
ลองใช้ 7 ข้อนี้ก็จะสามารถช่วยให้คุณ
แข็งแกร่งในการแก้ปัญหาได้มากขึ้น

#อายุน้อยร้อยล้าน
#ธุรกิจ #นักธุรกิจ
#ความล้มเหลว #พัฒนาตัวเอง #ผู้ประกอบการ

12/12/2021
18/11/2021

ที่อยู่

Rayong

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ flow best tech co.ltdผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์