AnswerPDPA เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

Privacy data protection, technology

1. กิจกรรมการเฝ้าติดตามอย่างเป็นระบบ (Systematic Monitoring) มาผสมกับ 2. กิจกรรมการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ 3. ก...
10/05/2026

1. กิจกรรมการเฝ้าติดตามอย่างเป็นระบบ (Systematic Monitoring) มาผสมกับ

2. กิจกรรมการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ

3. กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า (Innovative Technology)

ถือเป็นความเสี่ยงที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอย่างสูง (Likely to create high risks to the rights and freedoms of natural persons)

1,621 ล้านบาท แจก AI ฟรีให้คนไทย 5 ล้านคน

…แลกกับการที่รัฐได้เก็บทุกคำที่คุณพิมพ์เข้าไปถาม ผูกกับเลขบัตรประชาชนจริงของคุณ

ฟังครั้งแรกเหมือนของขวัญ ฟังครั้งที่สอง…เริ่มแปลกๆ แฮะ

ขอภาวนาให้ผมอ่าน TOR แล้วเข้าใจผิด แต่นี่คือความเสี่ยงในการที่กระทรวงดิจิทัล โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งโครงการเอง ให้เงินกองทุนกับตัวเอง ในการสร้างระบบที่จะส่องดูพฤติกรรมของคุณ ว่าคุณถามอะไรจาก AI ที่เอามาแจกฟรีอันนี้บ้าง แถมด้วยการวิเคราะห์พฤติกรรมเป็นรายคน!

โครงการนี้ชื่อ TH-AI Passport ของ สดช. (สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) งบแบบ1,621,000,000 บาท เปิดให้คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 5 ล้านคน ใช้ Generative AI รุ่น Pro/Premium ฟรี 1 ปี

1,621,000,000 บาท ใช้ได้หนึ่งปีเท่านั้น แถมซื้อเหมามาก่อน ไม่รู้มีคนใช้งานจริงมั้ย บ้านเรานี่งบประมาณมันเหลือเฟือจริงๆ

ฟังดูดีมากใช่มั้ยฮะ แต่พอเปิด TOR อ่านดีๆ เริ่มเจอบางอย่างที่อยากชวนทุกคนคิดต่อ

ไม่ใช่แค่ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง เร็วๆนี้เรากำลังจะมีอะไรที่ล้ำไปกว่านั้น ทุกครั้งที่เราถาม AI ที่บอกเราว่าเอามาให้ใช้ฟรี มันต้องมีอะไรแปลกๆแบบนี้

1. ก่อนเข้าใช้ AI ต้องยืนยันตัวตนผ่าน ThaiD/ทางรัฐ + ตรวจเลขบัตรประชาชน
(TOR ข้อ 4.2.1.1) แปลตรงๆคือ รัฐรู้แน่นอนว่า "คุณ ชื่อจริง เลขบัตรประชาชน x-###x-###xx-xx-x " คือคนที่กำลังพิมพ์คำถามนี้อยู่ ไม่ใช่ใช้แบบไม่ระบุตัวตน เหมือนที่บริการ AI ระดับโลกออกแบบกัน ลองคิดดูว่าถ้าทุกอย่างตรวจสอบกลับได้ ใครถามอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไมคุ้นๆความรู้สึกเหมือนเรามีเงาดำๆส่องอยู่หลังเราตลอดเวลา Big brother is watching you!

2. ทุกอย่างที่พิมพ์ลงไป จะถูกเก็บและวิเคราะห์เป็นรายบุคคล

TOR ข้อ 4.2.2.4 เขียนชัดเจนว่าระบบต้อง "จัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้งาน รวมถึงแนวโน้มการใช้งานเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม"

แล้วยังต้องทำ Dashboard แสดง "รายงานการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน รวมถึงแนวโน้ม เป็นรายบุคคลและกลุ่มผู้ใช้งาน" (ข้อ 4.2.4.6)

แปลภาษาคน = ใครถามอะไร รัฐดูได้ รายคน

3. ระบบต้อง "ประเมินความเสี่ยงในการใช้งานเป็นรายบุคคล" และตรวจ "การใช้งานผิดวัตถุประสงค์"*
(ข้อ 4.2.2.3)

ฟังดูเหมือน safety นะ แต่ "ผิดวัตถุประสงค์" ใครเป็นคนนิยาม วัตถุประสงค์ของรัฐ หรือของผู้ใช้ วัตถุประสงค์ในที่นี้ใครมีวัตถุประสงค์อะไร เรามีสิทธิ์ได้ทราบก่อนมั้ย

4. ข้อมูลทั้งหมด รัฐเอาไปใช้ต่อได้!

ข้อ 4.10 บอกว่า "ผู้รับจ้างจะต้องไม่นำข้อมูล…ไปใช้เพื่อกิจการอื่นใด นอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาตจาก สดช."

แปลว่าผู้รับจ้างเอาไปใช้เองไม่ได้ แต่ สดช. รัฐ) สั่งให้เอาไปใช้ได้

ขอชวนคิดนะครับ Generative AI ไม่ใช่แค่ search engine

มันคือเครื่องมือที่คนเอาไป คุย คิด ร่างความคิด ถามคำถามที่ไม่กล้าถามใคร

นักเรียน ม.3 ถาม AI ว่าฉันเป็น LGBTQ+ มั้ย
แม่บ้านถาม AI ว่าจะหย่าดีมั้ย
คนงานถาม AI ว่าจะลาออกดีมั้ย
นักศึกษาถาม AI เรื่องการเมืองที่ไม่กล้าคุยกับใคร

มันคือ กระจกสะท้อนของความคิด

แล้วถ้ารัฐทำโครงการ "แจกกระจกฟรี" 5 ล้านบาน แต่ขอ

- ผูกกระจกทุกบานเข้ากับเลขบัตรประชาชน
- เก็บภาพทุกอย่างที่สะท้อนในกระจก
- "ประเมินความเสี่ยง" ของแต่ละคนจากภาพในกระจก

…เราจะเรียกของแบบนี้ว่าอะไรดีฮะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่รัฐมีหน้าที่บอกว่าใครควรคิดยังไง ไม่อยากพูดเยอะ เดี๋ยวยาว ที่สำคัญคือรัฐแบบนี้ เราไว้ใจได้มากแค่ไหน ควรหรือไม่ที่ต้องเปิดข้อมูลให้ชัดเจนว่าอย่างน้อยข้อมูลเราจะไม่ถูกเอาไปปู้ยี่ปู้ยำแล้วเลือกปฏิบัติทั้งทางดีและไม่ดี เพราะใครๆเวลาคำเตือน PDPA ขึ้น ทางเลือกคุณคือต้องกด accept แล้วกี่คนที่จะอ่าน และเชื่อได้เลยว่าข้อมูลจะบอกไม่หมดหรือบอกแบบยากๆไม่ให้ใครอ่านเข้าใจ

ขออนุญาตตั้งคำถามครับ

ใครเป็นคนนิยามคำว่า *"การใช้งานผิดวัตถุประสงค์"* ในระบบนี้ และมีกลไกอุทธรณ์มั้ยถ้าระบบประเมินว่าเรา "เสี่ยง" ข้อมูล prompt 5 ล้านคน × 1 ปี* หลังจบโครงการจะลบทิ้งจริงมั้ย ใครเป็นคนตรวจ มี audit สาธารณะมั้ย ทำไมรัฐต้องเก็บและวิเคราะห์ *"พฤติกรรมการใช้งานเป็นรายบุคคล"* ของคนที่แค่อยากเรียนใช้ AI

ระบบที่ดี ต้องส่งเสริมให้คนคิดได้อย่างเสรี ไม่ใช่สร้างเครื่องมือที่ทำให้คนต้อง "คิดให้ปลอดภัยจากการถูกบันทึก"

เสรีภาพในการคิด ในการถาม ในการสงสัย คือรากฐานของการเรียนรู้

พอเรารู้ว่า**ทุกคำถามจะถูกบันทึก ผูกกับเลขบัตรประชาชนจริง และจะถูก "ประเมินความเสี่ยงรายคน"** — เรายังจะกล้าถามอะไรตรงๆได้มั้ย

นี่คือเหตุผลที่บริการ AI ระดับโลกถึงออกแบบมาให้ privacy-preserving ไม่ผูกชื่อจริง ไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจ แต่เพราะเขารู้ว่าถ้าผูก = คนจะไม่กล้าถาม = AI ก็ไม่มีค่า

ฝากผู้บริหาร สดช. ออกมาตอบหน่อยครับ ว่า
- ทำไมต้องผูกกับเลขบัตรประชาชน ทำไมต้องเก็บ prompt รายคน
- ทำไมต้องซื้อเหมา 1621 ล้าน โดยใช้ได้แค่ปีเดียว
- ทำไมหน่วยงานที่ปกติให้ทุนคนอื่น ให้ทุนตัวเอง ความขัดแย้งทางผลประโยชน์เป็นอย่างไร

ระบบดีๆในประเทศนี้ต้องเริ่มจากการตั้งคำถามตรงๆแบบนี้ฮะ ก่อนที่ "การให้บริการ AI พร้อมส่องดูว่าคนคิดอะไร" จะกลายเป็นมาตรฐาน”ปกติ” ของไทย

พวกเรามาถึงทางแยกแล้วครับ จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ หรือจะช่วยกันออกแบบใหม่ AI ที่เป็นคำฮิตที่ทุกหน่วยงานทำกัน จะใช้งบกันแบบนี้หรือกลับมาเริ่มมองมุมใหม่ ให้คนไทยได้โอกาสไปพร้อมๆกัน

เราเลือกได้นะ

==============

บทความจบแล้ว แต่ยังมีหลายๆข้อแปลกๆที่ขออนุญาตชวนสังเกตเพิ่ม

- เป้าอายุ 15 ปีขึ้นไป = รวมเด็กมัธยมเข้าระบบเก็บข้อมูลด้วย เรื่องเก็บข้อมูลว่าหนักแล้ว เก็บข้อมูลของเด็กไม่บรรลุนิติภาวะนี่เรื่องใหญ่ ปล่อยมาได้ยังไง การเก็บข้อมูลความคิดทุกคนทั้งเด็กผู้ใหญ่ ใครเข้าถึงได้บ้าง เจ้าหน้าที่รัฐ กระทรวง DE หรือแม้กระทั่งเวนเดอร์เอกชนที่ได้งาน?

- 500,000 Concurrent โครงการนี้เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ เพราะไม่ใช่ต่อวินาทีแต่เป็นต่อชั่วโมง คือปกติเค้าเอาหน่วยวินาที นี่คิดเป็นหน่วยชั่วโมง เทียบง่ายๆคือห่างกัน 60x60 คือ 3,600 เท่า
โครงการ 1621 ล้าน ออกแบบให้คนเข้าใช้ได้ 139 คนต่อวินาที แถมมีให้คนช่วยซัพพอร์ต 4 คน หรือต่อคนดูแลคนละ 1.25 ล้านคน

- การประมูลใช้เกณฑ์ราคา *แค่ 20%* เกณฑ์เทคนิค 80% และที่สำคัญ เกณฑ์เทคนิคหลายข้อ ผูกกับการเป็น "ตัวแทนจำหน่าย" + ต้องมีผลงานสัญญาเดียว 400 ล้านขึ้นไป = น่าสงสัยว่าล๊อคเอาไว้ให้เฉพาะเจ้าใหญ่ ทั้งๆที่ระบบคือหน้ากากเอามาเชื่อม API AI แต่ละเจ้าเท่านั้น ทางเทคนิคโปรเจคนี้แทบไม่มีอะไร เพราะหัวใจมันอยู่ที่ AI Model เมืองนอก

-ใน TOR ใช้ท่าประจำหน่วยงานรัฐให้พาคนของ สดช.ไปเที่ยว เอ้ย ไปดูงานที่บริษัทพัฒนา AI เจ้าหลักอย่างน้อยสิบคน รวมตั๋วเครื่องบินและที่พัก เดาๆคงไม่พ้นอเมริกาที่ Open AI หรือ Google แน่ๆ แบบนี้ไม่แปลก? ใน TOR ระบุ LLM ไทยด้วย แต่ไม่ระบุ ดูเหมือนไม่น่าอยากดูงานในไทย 555

- จริงๆยังมีอีกหลายข้อ ฝากช่วยๆกันอ่านฝากช่วยๆกันแชร์ฮะ ใครเจอ รมต DE ฝากถามว่าท่านพอรู้จักโครงการนี้มั้ย แล้วท่านรับไหวมั้ยถ้ากระทรวงดิจิทัลจะกลายเป็นพ่อใหญ่ส่องความคิดคนไทยแบบนี้ มันจริงมั้ย

#1621ล้าน #1984
AI Generated Photo แต่บรรยากาศคือกลัวว่าจะเป็นความจริง

อ้างว่าเป็นเพียง “ตัวกลาง” แล้วปัดความรับผิดชอบได้หรือไม่?Bolt จะอ้างว่าเป็นเพียง “ตัวกลาง” แล้วปัดความรับผิดชอบไม่ได้คร...
02/05/2026

อ้างว่าเป็นเพียง “ตัวกลาง” แล้วปัดความรับผิดชอบได้หรือไม่?

Bolt จะอ้างว่าเป็นเพียง “ตัวกลาง” แล้วปัดความรับผิดชอบไม่ได้ครับ….

เพราะในทางข้อมูลส่วนบุคคล Bolt มิได้เป็นเพียงผู้ส่งผ่านบริการ แต่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) ที่มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขสำคัญของแพลตฟอร์ม

ไล่ไปตั้งแต่ว่าไรเดอร์คนไหน ต้องมีคุณสมบัติจะเข้ามาให้บริการ ใครจะถูกระงับ ใครถูกคัดออก และข้อมูลส่วนบุคคลอะไรของลูกค้า จะถูกใช้ในการตัดสินใจ เก็บรวบรวม ใช้เก็บรักษา ฯลฯ

ยิ่งไปกว่านั้น Bolt ในฐานะแพลตฟอร์มที่มีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับบริการขนส่งสาธารณะ

จะไปแตะกับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ หรือ CII ตามกรอบ 7 sectors ของ สกมช. ที่มีการเก็บรวบรวม ใช้ และประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจำนวนมากและอาจกระทบสังคมวงกว้าง

ดังนั้น การอ้างว่าเป็นเพียงตัวกลาง โดยไม่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม จึงเป็นสิ่งที่ผมในฐานะนักวิชาการด้านสิทธิและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (และเชื่อว่าประชาชนอีกจำนวนมาก) ไม่อาจยอมรับได้

เรื่องนี้อาจไม่จบเพียงโทษทางปกครองจากกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น แต่อาจลุกลามไปสู่ประเด็นด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความปลอดภัยของระบบแพลตฟอร์ม และความรับผิดชอบของผู้ให้บริการดิจิทัลต่อสาธารณะด้วย


#แอปเรียกรถ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เตรียมพิจารณาไม่ต่ออายุการรับรองให้ประกอบธุรกิจแก่ โบลด์ หลังพบปัญหาสะสมทั้งพฤติกรรมผู้ขับที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะ การใช้ไอดีผู้อื่น และการตลาดที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม โดยการรับรองของโบลด์จะสิ้นสุดในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569

สรพงศ์ ไพฑูรย์พงศ์ อธิบดี ขบ. เปิดเผยว่านับตั้งแต่เริ่มให้การรับรองแอปเรียกรถ มีเคสดำเนินการตามกฎหมายทั้งสิ้น 6,776 เคส โดยโบลด์มีส่วนเกี่ยวข้องถึง 2,193 เคส หรือราวหนึ่งในสามของทั้งหมด และตัวเลขยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องใน 3-4 เดือนที่ผ่านมา กรณีล่าสุดที่จุดชนวนความไม่พอใจคือเหตุการณ์นักเรียนหญิงถูกคนขับพาออกนอกเส้นทาง จนต้องกระโดดออกจากรถ ซึ่งตรวจสอบพบว่าผู้ขับไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะ และใช้ไอดีของบิดาในการให้บริการ

ด้านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดย พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ระบุว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ และแพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการคัดกรองผู้ขับที่ไม่มีใบอนุญาตออกให้ครบถ้วน ขณะที่โบลด์ระบุว่าตนเองเป็นเพียงตัวกลาง ไม่สามารถบังคับผู้ขับได้โดยตรง แต่พยายามสร้างแรงจูงใจให้ไปจดทะเบียนให้ถูกต้อง

ปัจจุบันยังไม่มีการชี้แจงที่ชัดเจนจากโบลด์ต่อ ขบ. ว่ามีแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไร หากไม่ได้รับการต่ออายุการรับรอง โบลด์อาจกลายเป็นแอปเรียกรถรายแรกที่ต้องออกจากตลาดไทย หรือดำเนินการต่อในฐานะแอปที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

🔴 อ่านเพิ่มเติม >> https://spacebar.th/s/128647

#โบลด์ #กรมขนส่งทางบก #แอปเรียกรถ #ผู้บริโภค

23/04/2026

ใครเป็นวิศวกรระมัดระวังด้วยนะครับ

มหากาพย์ใบ กว. Phising กำลังจะเริ่ม

ไม่มี A.I. ในเยอรมนี.......เพราะในเยอรมนีเขาไม่ได้เรียกว่า A.I.เขาเรียกว่าK.I. — Künstliche Intelligenz (อ่านว่า คา-อี) ...
17/04/2026

ไม่มี A.I. ในเยอรมนี.......
เพราะในเยอรมนี
เขาไม่ได้เรียกว่า A.I.

เขาเรียกว่า
K.I. — Künstliche Intelligenz
(อ่านว่า คา-อี) 😊

และบางที
ความแตกต่างของโลก
ก็เริ่มต้นจาก “คำที่เราใช้เรียกมัน”

ผมสะพายเป้กับลูกชาย เดินทางไปประเทศเยอรมนี 11 วันเต็ม
จากนครแฟรงเฟิร์ต ไปจนถึง ไลป์ซิก และกรุงเบอร์ลิน

ระหว่างทาง
ได้คุยกับชาวเยอรมันหลายคน
เรื่องเดียวกันที่โลกสนใจคือ

"A.I." หรือที่คนเยอรมันเรียกว่า K.I. (คา-อี)

คำตอบที่ได้ไม่เหมือนที่ผมคิดเลย

เยอรมนีภาคประชาชนไม่รีบใช้ AI
แต่ก็ไม่ได้ทอดทิ้ง
สิ่งที่รับรู้คือชาวเยอรมัน
ไม่ใช่ประเทศที่ เห่อ A.I.

เขาไม่กระโจน ไม่ตื่นเต้น
prompt ภาพอะไรต่อมิอะไรเกินเหตุ

แต่เขาจะถามก่อนเสมอว่า
มันคุ้มค่าที่จะใช้…หรือยัง
และเราควบคุมมันได้…แค่ไหน

ประเทศเยอรมนีให้คุณค่ากับ
การกำกับดูแล (Governance)
สูงมากนะครับ

พนักงานโรงแรมที่ผมไปพัก
ในเมือง Leipzig เล่าให้ฟังว่า
โรงแรมมี A.I. ช่วยร่างอีเมล ให้
มี template ให้พร้อม หลายชุด

แต่ก่อนกด send
เขาจะอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก 2–3 รอบ

ไม่มีคำว่า ส่งเลย เดี๋ยวค่อยแก้

เพราะสำหรับชาวเยอรมัน
ความถูกต้อง (accuracy) และ คุณภาพ
สำคัญกว่า ความเร็ว (speed)

แล้ว A.I. หมกตัวอยู่ที่ไหน?

เขามักอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมครับ

ผมลองท่องโลกอินเตอร์เนท
เจอบทความของ Der Spiegel

พอสรุปได้ว่าเยอรมนี A.I.
อาจดูนิ่งๆ ในภาคประชาชน
แต่ในภาคอุตสาหกรรม
เขาเดินไปไกลมากแล้ว

บริษัทอุตสาหกรรม 65% ใช้ A.I. จริงจัง
สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรป (56%) และค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมในโลก (61%)
ไม่ใช่แค่ทดลอง แต่ใช้ใน production แล้ว

เป้าหมายเขาชัดมากครับคือ
เพิ่ม productivity
ลด cost
เกือบ 3 ใน 4 กำลังมอง AI assistants

แต่ก็ใช่ว่าทุกบริษัทในเยอรมนีใช้นะครับ

ยังมีอีกกว่า 40%
ที่ใช้คำว่า “ยังตามไม่ทัน”
ยัง integrate ไม่ได้

ทำไมภาคประชาชนไม่ได้ใช้พร่ำเพรื่อ?
เขาก็ใช้ครับ แต่ชาวเยอรมัน
มีอดีตที่เจ็บปวดจาก
เรื่องข้อมูลส่วนบุคคล

ประเทศนี้มีอดีตครับ..
และเป็นอดีตที่ลึกมาก 😈

ไม่ว่าจะเป็นยุคของพรรค N**i ผ่านกลไก
Stasi (Staatssicherheitsdienst) หรือ
ตำรวจลับและหน่วยข่าวกรอง

ที่เฝ้าจับตาอย่างเป็นระบบ
อย่างเป็นปรกติธุระ
(Systematically and Regularly)
และ จับตาประชากรจำนวนมาก (Large Scale)

ทำให้คนเยอรมันนั้นระแวง
การถูกเฝ้ามองโดยสัญชาตญาณ

การที่ A.I. ที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคล
มันเตือนหรือไปกระตุ้นต่อม trigger
ความทรงจำทันที

ดังนั้นเมื่อ A.I. เริ่ม รู้จักเรา มากขึ้น
มันไม่ได้ทำให้คนเยอรมันตื่นเต้น

อีกอย่างคือคนเยอรมันไม่ชอบคำว่า
“ประมาณ ๆ” (Ungefähr)

ถ้า A.I. มี hallucination
คำตอบเดียวคือ
“ไม่เอา” unacceptable

ผมลองถามหลายคนว่า
กลัวไหมว่างานจะหาย?
กลัวไหมจะตกงาน?

คำตอบคล้ายๆกันมาก
“รู้…แต่ไม่กลัว”
ไม่มี panic

มีแต่คำเดียว ก็ reskill มันซะ

โลกเปลี่ยน
ก็เปลี่ยนตัวเอง

ผมเดินเข้าร้านหนังสือในเยอรมนี
ในร้านไม่ได้มีหนังสือ A.I. เต็มไป
ดาดเดื่อแบบ overwhelming

เล่มหนึ่งสะดุดตามาก
จั่วหัวว่า
“Bereit für die KI-Ära”
ผมอดขำไม่ได้

เพราะมันแปลว่า
“เตรียมตัวให้พร้อม
สำหรับยุคปัญญาประดิษฐ์”

ชาวเยอรมันต้องเตรียมพร้อมเสมอ

มันไม่ใช่ความตื่นเต้น
แต่มันคือ
“ความพร้อม”

ถ้าจะให้ผมสรุปในประโยคเดียว
เยอรมนีไม่ได้ถามว่า

A.I. ทำอะไรได้บ้าง ❌
แต่ถามว่า
เราควรให้มันทำอะไร ✅
และควบคุมมันได้หรือยัง

ผมยืนยันนะครับ
ไม่มี A.I. ในเยอรมันนี
เพราะมีแต่ คา-อี "K.I."

06/04/2026

GDPR ในเยอรมัน 🇩🇪

ผมเดินทางมาเยอรมัน 10 กว่าวัน มาแวะ
เมือง ดาร์มชตัต (Darmstadt) ของรัฐเฮสเส่ (Hesse) มาเจอตู้ขายบุหรี่ ความน่าสนใจคือคนที่นี่เขามีการให้พิสูจน์ตัวตนว่าอายุถึงเกณฑ์ที่จะซื้อบุหรี่ด้วยการให้รูดบัตร

กฎหมายที่ใช้ในเยอรมันเป็นหลักกฎหมาย GDPR โดยมีการออกกฎหมายของตัวเองภายใต้ชื่อ Datenschutzrecht ครับ

โดยแบ่งการปกครองระดับสมาพันธรัฐ กำกับดูแลส่วนราชการโดย เบเอฟเดอี (BfDi: Bundesbeauftragte für den Datenschutz und die Informationsfreiheit)

ส่วนการปกครองระดับรัฐกำกับโดย Datenschutzaufsichtsbehörde der Länder หรือ DPA- Data Protection Authority ในภาษาอังกฤษ จะกำกับบริษัททึ่มีสำนักงานใหญ่ในรัฐนั้นๆ เช่น

Deutsche Bank มีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐเฮสเซ่ Deutsche Bank เวลาถูกโทษปกครองจะอยู่ภายใต้การกำกับของ DPA Hesse เป็นต้นครับ

🚨 คุณทำงานให้ฝ่ายบุคคล ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ฝ่าย HRหรือไม่? ถ้าใช่ “ควร“ อ่านคำเตือนจากราชการ
04/04/2026

🚨 คุณทำงานให้ฝ่ายบุคคล ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ฝ่าย HRหรือไม่? ถ้าใช่ “ควร“ อ่านคำเตือนจากราชการ

🚨 ฝ่ายบุคคล (HR) ออฟฟิศคุณ กำลังตกเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ของแฮกเกอร์! ระวังมัลแวร์สายพันธุ์ใหม่ "BlackSanta" แฝงมาในคราบเรซูเม่สมัครงาน! 📁☠️
การเปิดไฟล์จากคนแปลกหน้า คือข้อห้ามทางไซเบอร์... แต่สำหรับ "ฝ่ายบุคคล หรือ HR" มันคือหน้าที่ที่พวกเขาต้องทำทุกวัน! และตอนนี้ แฮกเกอร์กำลังใช้ช่องโหว่นี้ โจมตีบริษัททั่วโลกครับ
รายงานล่าสุดจากทีมนักวิจัยความปลอดภัย (Aryaka) ตรวจพบแฮกเกอร์กลุ่มใหม่ที่ใช้มัลแวร์ชื่อ "BlackSanta" พุ่งเป้าโจมตีแผนก HR โดยเฉพาะ ด้วยกลไกการแฮ็กที่แนบเนียนขั้นสุด จนโปรแกรมสแกนไวรัสยังจับไม่ได้!
🕵️‍♂️ กลโกงสุดล้ำของ "BlackSanta" ทำงานยังไง? 👇
✉️ 1. เหยื่อล่อคือ "เรซูเม่สมัครงาน"
แฮกเกอร์จะส่งอีเมลสมัครงานที่ดูเป็นทางการมาก พร้อมแนบลิงก์เรซูเม่ (อ้างว่าฝากไฟล์ไว้บน Dropbox) แต่แท้จริงแล้ว ไฟล์ที่ HR โหลดมา ไม่ใช่ PDF แต่เป็นไฟล์จำลองดิสก์ (.ISO)
🖼️ 2. ซ่อนโค้ดมรณะไว้ใน "รูปภาพ" (Steganography)
ความน่ากลัวคือ มัลแวร์ตัวนี้ไม่ได้มาเป็นไฟล์ไวรัสโต้งๆ แต่มันซ่อนคำสั่งอันตรายไว้ใน "รูปภาพธรรมดา" ขณะที่ HR คิดว่าคอมพิวเตอร์กำลังโหลดรูปโปรไฟล์ผู้สมัคร... เบื้องหลังคอมพิวเตอร์กำลังถูกสั่งรันโค้ดมรณะแบบเงียบๆ!
🛡️ 3. มือสังหารโปรแกรมสแกนไวรัส (EDR Killer)
เมื่อมัลแวร์แฝงตัวสำเร็จ มันจะใช้เทคนิคขั้นสูง (BYOVD) เจาะลึกเข้าไปถึง "แก่นกลาง (Kernel)" ของระบบปฏิบัติการ และจัดการ "ปิดสวิตช์" ระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมดของบริษัท (เช่น Microsoft Defender) โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ดังขึ้นเลย
📂 4. ล้วงความลับบริษัทสบายใจเฉิบ
เมื่อเกราะป้องกันของบริษัทถูกปิดตาย แฮกเกอร์ก็จะเดินหน้าขโมย "ข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานทั้งบริษัท" (เงินเดือน, ประวัติ, บัตร ปชช.) รวมถึงสแกนหา "กระเป๋าเงินคริปโตฯ" เพื่อขโมยเงินออกไป
✅ HR และบริษัท ต้องตั้งรับอย่างไร?
กฎเหล็ก: ไฟล์เรซูเม่ควรเป็น .PDF เท่านั้น! หากอีเมลสมัครงานแนบลิงก์ให้ดาวน์โหลดไฟล์นามสกุลแปลกๆ เช่น .ISO, .ZIP, .RAR, .EXE ให้สงสัยว่าเป็นไวรัส 100% ห้ามคลิกเปิดเด็ดขาด!
อย่าโหลดจากลิงก์ภายนอก: หลีกเลี่ยงการโหลดเรซูเม่จากลิงก์ Cloud ภายนอกที่ไม่รู้จัก
แจ้ง IT ด่วน: ฝ่าย IT ควรตั้งค่าความปลอดภัย บล็อกการรันไฟล์ Script แปลกปลอม และให้พนักงาน HR แจ้งทันทีเมื่อเจออีเมลสมัครงานที่น่าสงสัย
การเผลอคลิกเรซูเม่ปลอมแค่ครั้งเดียว อาจหมายถึงข้อมูลของพนักงาน "ทั้งบริษัท" รั่วไหลไปอยู่ในมือโจร!
📢 รีบกดแชร์ และแท็กเตือนเพื่อนๆ ที่ทำงานฝ่าย HR, ฝ่ายสรรหาบุคลากร (Recruiter), และเจ้าของกิจการ ให้ระวังตัวและเช็กอีเมลให้ดีก่อนคลิก

ที่มา :
🔗https://hackread.com/blacksanta-malware-hr-staff-fake-cv-downloads/
___________________________________________
#เตือนภัยออนไลน์ #ภัยไซเบอร์องค์กร #ข้อมูลรั่วไหล #ฝ่ายบุคคล #แฮกเกอร์ #รู้เท่าทันมิจฉาชีพ #ความปลอดภัยไซเบอร์ #แชร์เตือนภัย
#ข้อมูลส่วนบุคคล
#ภัยใกล้ตัว
#ข้อมูลรั่วไหลเป็น0
#ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล



“ความยั่งยืน…ไม่ได้เกิดจากนโยบายแต่เกิดจากคนทั้งองค์กรในความคิดผม..แต่ 𝗣𝗮𝗶𝗻 𝗽𝗼𝗶𝗻𝘁 ของผมคือไม่มีใครเคยบอกเลยว่าการสร้างคว...
27/03/2026

“ความยั่งยืน…ไม่ได้เกิดจากนโยบาย
แต่เกิดจากคนทั้งองค์กรในความคิดผม
..แต่ 𝗣𝗮𝗶𝗻 𝗽𝗼𝗶𝗻𝘁 ของผมคือไม่มีใครเคยบอกเลยว่า
การสร้างความยั่งยืนในองค์กรต้องทำยังไง
แล้ว 𝗗𝗣𝗢 จะทำเรื่องนี้คนเดียวได้จริงหรือ?”
เป็นคำถามที่โยนเข้ามาในห้อง
โดยผู้เรียนหลักสูตร DPO In Action
เป็นคำถามที่มาจากน้ำเสียงที่ไม่ได้เกิดจากความสงสัย แต่เกิดจากความ “เหนื่อยใจ” 😫😩

ประเด็นสนทนาในห้องมีมากมายครับ
ซึ่งผมมองว่าน่าจะเป็นสาธารณประโยชน์แด่ผู้ follow ในเพจ

Privacy คือ Project เป็นเพียง
Tip of the Iceberg 🧊 ❄️ ⛰️ 🏔️

หลายองค์กรเริ่มต้นได้ดีครับ
มี Privacy Notice มี Consent มี RoPA
บางแห่งถึงขั้นทำ DPIA
แต่ทั้งหมดนั้น…คือ “ช่วงตั้งต้น”

ในกรอบที่ผมใช้สอนเสมอ
Privacy Operational Life Cycle มี 4 ขั้น

1️⃣ ขั้น Assess คือ เรารู้จักการประเมินข้อมูลตัวเองดีแค่ไหน?
2️⃣ ขั้น Protect คือ เราปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไร?
3️⃣ ขั้น Sustain คือ เราสร้างความยั่งยืนในการคุ้มครับข้อมูล ให้มันอยู่รอดได้หรือไม่?
4️⃣ ขั้น Respond คือ เรารับมือเมื่อเกิดเหตุละเมิด หรือการใช้สิทธิอย่างไร?

สิ่งที่น่าสนใจครับคือ
องค์กรจะไปถึงขั้น 1 และ 2
คือ Assess และ Protect
แต่…องค์กรส่วนใหญ่ไปไม่ถึงขั้น Sustain

เพราะอะไรครับ?
ผมจะอธิบายให้ฟัง

เพราะ Privacy Program
มันไม่ใช่งานเอกสาร
แต่มันคือ งานพฤติกรรมมนุษย์

Sustain คือ ศิลปะของการทำให้ของดี ไม่สะดุด
(ภาษาปากคือไม่ตายกลางทาง)
คำว่า Sustain ฟังดูผิวเผินเหมือนการ
maintenance อะไรบางอย่าง

แต่แท้จริงแล้ว มันคือการทำให้ Privacy
กลายเป็น ธุรกิจตาม “ปรกติ”

Privacy Program ท้ายที่สุด
ไม่ใช่โครงการ
ไม่ใช่ campaign
แต่เป็น “นิสัยขององค์กร”

แล้ว เราๆ ท่านๆ จะบรรจุ Sustain
องค์กรจักต้องทำอะไรบ้าง?

ถ้าจะให้อธิบายแบบตำรา iapp
มันมีอยู่ 4 แกนหลัก

☝️เฝ้าดู…แต่ไม่ใช่จับผิด (Monitoring)
องค์กรที่ยั่งยืน ไม่ได้รอ audit ปีละครั้งครับ
แต่ มองเห็นสัญญาอยู่ตลอด

-ใครเก็บข้อมูลเกินความจำเป็น
-ใคร bypass process
-vendor ของเราคนไหนเริ่มเสี่ยง
-training คนไม่จบเพราะอะไร

📍มันไม่ใช่การตรวจเพื่อเอาผิด
แต่เป็นการตรวจเพื่อจับอาการ
“ก่อนจะป่วยหนัก”

✌️ตรวจ…แบบมีหลักฐาน (Audit)
Monitoring คือการเฝ้าดู
แต่ Audit คือการพิสูจน์

องค์กรต้องถามตัวเองว่า
-สิ่งที่เราบอกว่า compliant
เราพิสูจน์ได้หรือไม่?

-ตัว policy ที่เขียนไว้ คนทำจริงหรือไม่?
-Audit มีหลายระดับครับ

มนุษย์ออฟฟิสที่ทำงาน
มาหลายพรรษาทราบดี
ว่าอะไรคือ 3rd Line defense

ตั้งแต่ตรวจเอง (1st party) ไปจนถึง
ให้คนนอกมาตรวจ (3rd party)

📍หัวใจไม่ใช่ “ใคร” ตรวจ
หัวใจคือ “เรากล้ายอมรับความจริงหรือไม่”

👌วัดผล…ให้ผู้บริหาร “เห็นค่า” (Metrics)
ถ้าคุณเป็น DPO
แล้วอยากให้ Privacy อยู่ยั้งยืนยง
คุณต้องทำให้มัน “วัดผลได้”

-DPIA ทำไปกี่ครั้ง
-DSAR ใช้เวลากี่วัน ในการตอบสนอง
-Breach response เร็วขึ้นหรือไม่
-Mean Time to Detect (MTTD)
ดีขึ้นหรือไม่?

📍 ในสมองผู้บริหาร 🧠
สิ่งที่วัดไม่ได้ คือ
สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง….ผมบอกได้เลย

🖖ปลูกฝัง…จนกลายเป็นวัฒนธรรม (Training & Awareness)

นี่คือส่วนที่ใหญ่ที่สุดของภูเขาน้ำแข็ง
policy ที่ดี ถ้าไปอยู่ในมือคนที่ไม่เข้าใจ
มันจะกลายเป็นแค่เสือกระดาษ 🐅

องค์กรที่ยั่งยืน ต้องทำให้ลูกน้อง
ผู้ใต้บังคับบัญชา “ตระหนักรู้” ไม่ใช่แค่ “รู้”

รู้ว่าอะไรควรทำ รู้ว่าอะไรไม่ควรทำ
และสำคัญที่สุด…รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร

📍 บางครั้ง training 3 ชั่วโมง
สู้ poster 1 แผ่นที่เตือนทุกวันไม่ได้

แล้ว DPO อยู่ตรงไหนในเรื่องนี้?

คำตอบชัดๆ คือ

DPO ไม่ใช่คนทำให้เกิด Sustainability ครับ
แต่ DPO เป็นผู้แนะนำการออกแบบระบบให้มันเกิดได้

ถ้าองค์กรของท่าน
ฝากความหวังไว้ที่ DPO คนเดียว
นั่นไม่ใช่ Privacy Program ครับ
แต่มันคือ “Single Point of Failure”

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการสร้าง Privacy Program ในองค์กร




มายาคติว่าด้วยเรื่อง กล้องวงจรปิด (CCTV) ที่ติดตั้งในบ้านกับป้ายแต้งเตือน….
24/03/2026

มายาคติว่าด้วยเรื่อง กล้องวงจรปิด (CCTV) ที่ติดตั้งในบ้านกับป้ายแต้งเตือน….

ความรับผิดชอบ (Accountability) เป็นหนึ่งในหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลองค์กรห้างร้าน ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการ...
20/03/2026

ความรับผิดชอบ (Accountability) เป็นหนึ่งในหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

องค์กรห้างร้าน ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการกระทำของตนเอง

องค์กรต้องสามารถชี้แจงและอธิบายการตัดสินใจได้ว่า “ทำไม”ท่านถึงตัดสินใจใช้ข้อมูลของลูกค้า

การเข้าใจหลักการความรับผิดชอบ (Accountability) ถือเป็นจุดเริ่มต้นหรือการ
กลัดกระดุมเม็ดแรกที่ถูกต้อง ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลครับ

PRIVACY, That’s iPhone จริงหรือ?คนในวงการการคุ้มครองข้อมูลและสนใจความเป็นส่วนตัว (Privacy) ทราบกันดีว่า บริษัทเอกชนต่างๆ...
20/12/2025

PRIVACY, That’s iPhone จริงหรือ?

คนในวงการการคุ้มครองข้อมูลและสนใจความเป็นส่วนตัว (Privacy) ทราบกันดีว่า บริษัทเอกชนต่างๆ หรือ ธุรกิจที่รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของคุณจากแหล่งต่างๆ หรือแม้กระทั่งหน่วยงานของรัฐของประเทศไทย มีการซื้อ–ขายข้อมูลส่วนบุคคลกันทุกวัน

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในขณะที่พวกเขาอ้างว่ากำลังปกป้องความเป็นส่วนตัวของคุณอยู่

คำถามที่น่าสนใจคือ คุณรู้หรือไม่ว่า
•ข้อมูลของคุณอะไรบ้างที่ถูกเก็บ?
•เขาเอาข้อมูลไปใช้ทำอะไร?
•ข้อมูลถูกขายให้ใคร?
•และข้อมูลของคุณมีมูลค่าเท่าไร?

เฉพาะในสหรัฐฯ อุตสาหกรรมการขาย personal data มีมูลค่ากว่า $3 แสนล้านเหรียญ (เท่ากับว่าข้อมูลส่วนบุคคลชาวอเมริกัน มีมูลค่าประมาณ 1,000 ดอลล่าร์ต่อคน) ครับ

เกี่ยวอะไรกับผู้ใช้ iPhone? 📱

มีฟีเจอร์การตั้งค่าอยู่จุดหนึ่งที่ผมอยากแนะนำ ซึ่งส่งผลต่อความเป็นส่วนตัวของคุณอย่างมหาศาล อยากรู้ลองทำตามดู

1. ไปที่ Settings
2. เลือก Privacy & Security
3. เลือก Location Services

จุดแรก ตรงแอปให้คุณระมัดระวังคำว่า “Always” ถ้าคุณตั้งค่าเป็น “Always” แอปนั้นจะเข้าถึงตำแหน่งของคุณได้ตลอดเวลา แม้ในตอนที่คุณไม่ได้ใช้งานแอป คือพูดง่าย ๆ มันรู้แม้กระทั่งตอนนอนว่าคุณนอนที่ไหน...หลอนดี

มันคือ เครื่องติดตาม (tracker) ชั้นดีนี่เอง

จุดที่สองที่ผมมักปิดประจำ หรือหลอนกว่า Always คือปุ่ม “Precise Location”

Precise Location คืออะไร?

ปุ่มนี้ บริษัทแอปเปิล เปิดให้ผู้งานมือถือ iPhone มาตั้งแต่ซักราวๆ กันยายน 2563 (ซึ่งปีที่โรคโควิทระบาด) โอเคมุมหนึ่งคือมันมีประโยชน์ในการระบุว่าใครป่วยเป็นโควิทอย่างไร อยู่จุดไหน

มันสำคัญอย่างไรต่อ Privacy?

ผมขอยกตัวอย่างใน Google Maps
ถ้าคุณเปิด Precise Location บน Google Maps
คุณจะเห็นจุดสีน้ำเงิน 🔵 ที่ระบุตำแหน่งคุณ
เมื่อซูมเข้าไป จะมีวงกลมเล็ก ๆ เหมือนเรดาร์ล้อมคุณอยู่ นั่นคือความแม่นยำระดับสูงสุดของตำแหน่ง ที่ Google Maps พึงจะรับรู้ได้ ระบบจะรู้ว่าคุณ “ตรงอยู่นี้” ในรัศมีประมาณ 3 เมตร

ในทางกลับกันหากคุณปิด Precise Location
คุณก็ยังเห็นจุดสีน้ำเงินที่ระบุตำแหน่งคุณเหมือนเดิม
แต่เมื่อคุณขยาย (zoom out) มันออก วงกลมหรือรัศมีจะใหญ่ขึ้นมาก และเมื่อคุณซูมลงไป จุดสีน้ำเงินที่ระบุตำแหน่ง จะคลาดเคลื่อน ไม่ได้อยู่ในพิกัดที่แท้จริง

Google Maps แค่รู้ว่าคุณอยู่ที่ไหนซักที่ พูดง่ายๆ รู้ว่าอยู่ “ย่านนี้” ในรัศมีวงกลมประมาณ 1 กิโลเมตร แต่ไม่รู้ว่าอยู่ “ตรงนี้” (ซึ่งต่างจาก 3 เมตรมาก) ฉะนั้นมันไม่ใช่ตำแหน่งที่แม่นยำ

ข้อมูลนิรนาม (Anonymized data)

Google, Apple, บริษัทต่าง ๆ หรือ แอปต่างๆ มักจะโฆษณาบอกว่าข้อมูลของคุณ “ไม่สามารถระบุตัวตน” ได้เพราะบริษัทไม่ได้เก็บรวบรวมชื่อหรืออีเมล บริษัทเพียงเก็บข้อมูลตัวอุปกรณ์ ในลักษณะ identifier

แต่ถ้าคุณเปิด Precise Location
การติดตามว่าคุณอยู่ตรงไหนชองโลกนั้นง่ายมาก
และ การระบุตัวตนว่า “คุณคือใคร” ก็ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน

มีงานวิจัยของ มหาวิทยาลัย MIT อ้างอิงว่า ถ้าเรานำตำแหน่งสุ่มที่มีอัตลักษณ์เฉพาะ (Randomly Unique location) เพียง 4 จุด ก็สามารถระบุตัวบุคคลได้ถึง 95% จากชุดข้อมูลผู้ใช้กว่า 1.5 ล้านคน

ดังนั้นการที่บริษัทหรือหน่วยงานของรัฐบอกว่าเป็น “ข้อมูลนิรนาม” (Anonymized Data) แทบไม่มีความหมายครับ “ถ้า” Precise Location ยังเปิดอยู่ (ยกเว้นคุณจะบนบนเกาะร้างคนเดียวในอ่าวไทยนั้นเป็นอีกเรื่อง)

Privacy จึงไม่ใช่สิ่งที่บริษัทเทคฯ มอบให้
แต่คือวัตรปฏิบัติเล็กๆ
จากสวิตช์เล็กๆ ที่ชื่อ Precise Location
ที่คุณต้องเลือกเอง ว่าจะ "เปิด" หรือ จะ "ปิด" มัน

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 16:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ AnswerPDPAผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์