19/07/2026
❤️❤️😊
⚠️ ประกันก็คือประกัน ไม่ใช่การลงทุน ไม่ใช่การออม แกะโบรชัวร์จริงด้วย IRR แล้วคุณจะมองการ "ถูกขายประกัน" ไม่เหมือนเดิมอีกเลย
สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้นิคกี้ขอพักเรื่องตลาดหุ้นไว้ก่อน เพราะมีเรื่องที่ค้างคาใจมานานและคิดว่าถึงเวลาต้องพูดกันตรงๆ สักที (หลัง อ. เอ็มถามหากำลังเสริม) นั่นคือเรื่อง "ประกันสะสมทรัพย์" ที่คนไทยจำนวนมากถูกขายในฐานะ "การลงทุน" หรือ "การออมที่ได้ผลตอบแทนดีกว่าฝากแบงก์" ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ทั้งสองอย่างค่ะ
นิคกี้หยิบโบรชัวร์ของแบบประกันจริงที่ขายอยู่ในตลาดตอนนี้มาหนึ่งเล่ม เป็นแบบจ่ายเบี้ย 9 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี แล้วนั่งถอดกระแสเงินสดทุกบรรทัดจากตารางท้ายเล่มมาคำนวณ IRR (Internal Rate of Return หรืออัตราผลตอบแทนที่แท้จริงต่อปี ซึ่งคิดมูลค่าของเงินตามเวลาแล้ว) แบบละเอียดยิบ
ผลลัพธ์ที่ได้ ขอบอกเลยว่าใครที่เคยเซ็นใบคำขอเพราะประโยคว่า "ได้คืนเกือบ 7 เท่าของเบี้ยเลยนะคะ" ควรอ่านให้จบค่ะ
ก่อนจะเริ่ม นิคกี้ขอย้ำจุดยืนก่อนว่านิคกี้ไม่ได้บอกว่าประกันไม่ดีนะคะ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง เป็นเครื่องมือ 👉🏻 โอนความเสี่ยง ที่ยอดเยี่ยมและทุกครอบครัวควรมี ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวประกัน ปัญหาอยู่ที่การเอาประกันไปแต่งตัวให้ดูเป็นการลงทุนแล้วขายให้คนที่ตั้งใจจะออมเงิน
นั่นต่างหากคือต้นตอของความเจ็บปวดค่ะ
⚠️ กับดักแรก: "เบี้ยประกัน" กับ "ทุนเอาประกัน" คือคนละตัวกัน และตัวหลังมักเล็กจนตกใจ
นี่คือจุดสับสนอันดับหนึ่งที่นิคกี้เจอบ่อยที่สุดค่ะ ในโบรชัวร์ที่นิคกี้แกะ ตัวอย่างคือผู้หญิงอายุ 35 ปี จ่ายเบี้ยปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 9 ปี รวมเงินที่ควักออกจากกระเป๋าทั้งหมด 900,000 บาท แต่รู้ไหมคะว่า "จำนวนเงินเอาประกันภัย" หรือทุนประกันของกรมธรรม์นี้คือเท่าไร...
119,190 บาทค่ะ อ่านไม่ผิดนะคะ จ่ายรวมเก้าแสน แต่ทุนประกันแค่แสนนิดๆ 😱 (ตัวเลข % เงินคืนตามงวดจะคิดจากส่วนนี้เป็นหลัก)
👉🏻 ส่วนความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตนั้นจะไต่ขึ้นถึง 900% ของ “จำนวนเงินเอาประกัน” นะคะ หมายความง่ายๆ ว่า ความคุ้มครองในกรณีเสียชีวิตจะมากกว่าเบี้ยรวมที่เราจ่ายไป 9 ปีนิดหน่อยค่ะ
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญมาก เพราะตัวเลขผลประโยชน์แทบทุกตัวในโบรชัวร์ถูกเขียนเป็น 👉🏻 เปอร์เซ็นต์ของทุนเอาประกัน ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ของเบี้ยที่คุณจ่ายค่ะ 🤯
เวลา sale บอกว่า "มีเงินคืนทุกปี ปีละ 1%" สมองเราจะแอบคิดเองว่า 1% ของเงินที่เราจ่าย
‼️แต่ความจริงคือ 1% ของ 119,190 บาท หรือปีละประมาณ 1,192 บาทเท่านั้น จากเงินที่จ่ายไปปีละแสน ลองคิดดูนะคะ เงินคืน 1,192 บาทต่อปี เทียบกับเบี้ยปีละ 100,000 บาท (ที่จะมากขึ้นเพราะต้องจ่าย 9 ปี) แต่ % ที่จะจ่ายต่อปี ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามเงินที่เราจ่ายเข้าไปนะคะ เพราะทุนประกันเราถูก fix ไว้เท่าเดิมตลอดสัญญา
และไฮไลต์ของการตลาดคือคำว่า "ครบสัญญารับ 900%" ซึ่งฟังดูอลังการมาก แต่ 900% ของทุนประกัน 119,190 บาท คือ 1,072,706 บาท สำหรับคนที่จ่ายเบี้ยไป 900,000 บาท เงินก้อนนี้คือเงินต้นบวกส่วนเพิ่มนิดหน่อย แถมกว่าจะได้ต้องรอถึงอายุ 99 ปีค่ะ
👉🏻 เพราะฉะนั้นกฎข้อแรกเวลาเจอโบรชัวร์ประกัน
ทุกครั้งที่เห็นเครื่องหมาย % ให้ถามทันทีว่า "เปอร์เซ็นต์ของอะไรคะ" ถ้าคำตอบคือทุนเอาประกัน ให้หยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมาแปลงเป็นบาทก่อนตัดสินใจเสมอ และท่องไว้เสมอว่า ทุนประกัน ไม่เท่ากับ เบี้ยประกันที่เราจ่ายไปค่ะ
📉 กับดักที่สอง: ตัวเลขสวยๆ เกือบทั้งหมดคือ "ปันผลที่ไม่รับรองการจ่าย" ขณะที่ส่วนที่การันตีจริงเล็กนิดเดียว
โบรชัวร์เล่มนี้โชว์ว่าถ้าอยู่ครบสัญญาจะได้รับผลประโยชน์รวมสูงสุดราว 6.2 ล้านบาท หรือ 6.92 เท่าของเบี้ยที่จ่าย ฟังดูเหมือนการลงทุนชั้นยอดใช่ไหมคะ แต่พอนิคกี้แยกชิ้นส่วนออกมา ภาพจริงคือแบบนี้ค่ะ
ส่วนที่บริษัท "การันตี" จริงๆ ตามสัญญา มีแค่เงินคืนรายงวดเล็กๆ กับเงินครบกำหนดสัญญา รวมกันประมาณ 1.26 ล้านบาทตลอด 64 ปี ส่วนที่เหลืออีกเกือบ 5 ล้านบาท เป็น "เงินปันผล" ทั้งหมด ซึ่งในเอกสารเขียนไว้ชัดเจน (ตัวเล็กๆ ใต้ดอกจัน) ว่าเป็นแบบ
👉🏻 ไม่รับรองการจ่าย อาจไม่มีการจ่ายในบางปีหรือบางกรณี และบริษัทมีดุลยพินิจในการกำหนดอัตรา
แปลไทยเป็นไทยคือ ตัวเลข 6.2 ล้านที่เอามาปิดการขาย คือ scenario สมมติที่อิงว่าพอร์ตลงทุนของบริษัทจะทำผลตอบแทนได้ 5.2% ต่อปีต่อเนื่องหลายสิบปี ถ้าทำไม่ได้ ปันผลก็หด หรือไม่จ่ายเลยก็ได้โดยไม่ผิดสัญญาแม้แต่ข้อเดียวค่ะ
👉🏻 นี่คือความต่างที่คนมักสับสนระหว่าง "ภาพประกอบการขาย" กับ "ข้อผูกพันตามกรมธรรม์"
2 อย่างนี้ห่างกันหลายล้านบาท และกฎหมายคุ้มครองเฉพาะอย่างหลังเท่านั้นค่ะ
🔢 กับดักที่สาม: "ได้คืน 6.9 เท่า" คือมายากลของเวลา พอคิดเป็น IRR เหลือแค่ 4% และแบบการันตีเหลือ 0.6%
ประโยคขายที่ทรงพลังที่สุดของประกันสะสมทรัพย์คือการเอา 👉🏻 ยอดรับรวมตลอดสัญญา 👉🏻 มาหารด้วย 👉🏻 เบี้ยรวม 👉🏻 แล้วบอกว่าได้กี่เท่า
ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่ผิดหลักการเงินอย่างร้ายแรงค่ะ เพราะมันแกล้งลืมไปว่าเงิน 100 บาทวันนี้ กับ 100 บาทในอีก 64 ปีข้างหน้า มีค่าไม่เท่ากันเลย เครื่องมือที่ถูกต้องในการวัดคือ IRR ซึ่งคิดมูลค่าเงินตามเวลาให้เสร็จสรรพ และนี่คือผลที่นิคกี้คำนวณจากกระแสเงินสดจริงในตารางของโบรชัวร์เล่มนี้ค่ะ
กรณีอยู่ครบสัญญาถึงอายุ 99 ปีและบริษัทจ่ายปันผลตามสมมติฐานกลาง (พอร์ตได้ผลตอบแทน 5.2% ต่อปี) ยอดรับรวม 6.2 ล้านบาทที่ฟังดูเวอร์วัง คิดเป็น IRR แค่ประมาณ 4.1% ต่อปีเท่านั้นค่ะ
ไม่ใช่ตัวเลขที่แย่สำหรับสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ห่างไกลจากภาพ 7 เท่า ที่สมองเราวาดไว้มาก และอย่าลืมว่านี่คือกรณีที่ปันผลออกครบทุกปีตลอด 64 ปีนะคะ
ส่วนกรณีที่นับเฉพาะสิ่งที่บริษัทการันตีจริงตามสัญญา IRR คือ 0.61% ต่อปีค่ะ จุดทศนิยมไม่ผิดนะคะ ศูนย์จุดหกเปอร์เซ็นต์ต่อปี สำหรับการล็อกเงินไว้ 64 ปี ต่ำกว่าพันธบัตรรัฐบาล ต่ำกว่าเงินฝากประจำ ต่ำกว่าแทบทุกอย่างที่มีการรับรองการจ่ายเหมือนกัน
นี่แหละค่ะคือ "พื้น" ที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์นี้ ทุกอย่างที่สูงกว่านี้คือความหวังที่ฝากไว้กับดุลยพินิจของบริษัทล้วนๆ ค่ะ
🚪 กับดักที่ 4: ประตูทางออกมีแต่ขาดทุน เวนคืนเมื่อไร เจ็บเมื่อนั้น
ทีนี้มาถึงคำถามที่สำคัญที่สุด และเป็นคำถามที่แทบไม่มีใครถามตอนนั่งฟังการขายค่ะ
👉🏻 “แล้วถ้าอยู่ไม่ถึง 99 ปีล่ะ" หรือ "ถ้าวันหนึ่งจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้ก่อนล่ะ"
เพราะเอาจริงๆ นะคะ จะมีสักกี่คนที่อยู่ถึง 99 ปี และต่อให้อยู่ถึง เงินก้อนโตที่ได้รับตอนอายุ 99 จะเอาไปทำอะไรได้อีก ชีวิตจริงของคนส่วนใหญ่คือการเวนคืนกรมธรรม์ระหว่างทาง และตรงนี้คือจุดที่ตัวเลขโหดที่สุดค่ะ
นิคกี้คำนวณ IRR กรณีเวนคืน ณ อายุต่างๆ จากตารางมูลค่าเวนคืนในโบรชัวร์เอง โดยรวมปันผลตามสมมติฐานกลางของบริษัทให้ครบทุกเม็ดแล้วด้วยนะคะ
ผลคือ เวนคืนตอนอายุ 45 หรือแค่2 ปีหลังส่งเบี้ยครบ (ส่งเบี้ย 9 ปี) ได้เงินรวมทั้งสิ้นราว 375,000 บาทจากที่จ่ายไป 900,000 บาท คิดเป็น IRR ติดลบ 13.9% ต่อปี หายไปมากกว่าครึ่งของเงินต้น 😱
เวนคืนตอนอายุ 55 เพิ่งจะได้เงินรวมกลับมาประมาณ 919,000 บาท คือใช้เวลา 21 ปีเพื่อ "เท่าทุน" พอดี IRR อยู่ที่ 0.14% ต่อปี
เวนคืนตอนอายุ 60 IRR ขึ้นมาเป็น 1.8% อายุ 70 เป็น 3.4% และต้องลากยาวถึงอายุ 80 กว่า IRR จะแตะ 3.9%
และถ้าตัดปันผลที่ไม่การันตีออก เหลือแต่ส่วนที่สัญญารับรองจริง ตัวเลขจะน่ากลัวกว่านั้นอีกค่ะ
เวนคืนตอนอายุ 60 ได้คืนรวมแค่ 4 แสนบาทจากเก้าแสน ตอนอายุ 70 ได้ 5.7 แสน และแม้ถือมาถึงอายุ 80 หรือ 46 ปีเต็ม มูลค่าการันตีที่ได้คืนก็ยังไม่ถึงเบี้ยที่จ่ายไปด้วยซ้ำ IRR ยังติดลบอยู่เลยค่ะ
👉🏻 โครงสร้างแบบนี้ในภาษาการเงินเรียกว่า back-loaded สุดขั้ว คือผลตอบแทนเกือบทั้งหมดถูกกองไว้ท้ายสัญญาเพื่อล็อกไม่ให้คุณไปไหน
โครงสร้างผลประโยชน์ทำให้ผู้ที่ออกก่อนเสียโอกาสรับผลประโยชน์ส่วนใหญ่ที่กองอยู่ท้ายสัญญา ซึ่งในโบรชัวร์เองก็มีประโยคหนึ่งที่ซื่อสัตย์มากแต่ไม่มีใครอ่านค่ะ
👉🏻 เขาเขียนว่า "การทำประกันชีวิตไม่ใช่การฝากเงิน และการเวนคืนกรมธรรม์อาจทำให้ได้รับเงินน้อยกว่าเบี้ยที่ชำระมาแล้ว"
บริษัทประกันบอกคุณตรงๆ อยู่แล้วนะคะ แค่ตัวหนังสือมันเล็กไปหน่อย 😅
🎭 แล้วสรุปเราโดนขายกันที่จุดไหน
พอเรียงทั้งหมดเข้าด้วยกัน script การขายที่ทำให้คนสับสนมันมีแพตเทิร์นชัดเจนค่ะ
👉🏻 เริ่มจากการพูดคำว่า "ออมเงิน" หรือ "เหมือนฝากเงินแต่ได้เยอะกว่า" เพื่อให้เราวางการ์ดว่านี่ไม่ใช่ประกัน
👉🏻 ตามด้วยการโชว์ยอดรับรวมเป็น "กี่เท่าของเบี้ย" โดยไม่พูดถึงระยะเวลา 64 ปีและไม่พูดถึง IRR
👉🏻 จากนั้นใช้ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ของทุนเอาประกันมาสร้างภาพว่าเงินคืนเยอะ ทั้งที่ทุนเอาประกันเล็กกว่าเบี้ยรวมหลายเท่า
👉🏻 แล้วปิดท้ายด้วยการเหมารวมปันผล “ที่ไม่รับรองการจ่าย” เข้าไปในตัวเลขเดียวกับส่วนการันตี ให้เราจำแค่เลขก้อนใหญ่ก้อนเดียว
👉🏻 ส่วนเรื่องมูลค่าเวนคืนที่ขาดทุนยาวนานหลายสิบปีนั้น จะไม่มีใครหยิบขึ้นมาพูดเลย เว้นแต่เราจะถามเองค่ะ
คำถามที่นิคกี้อยากให้ทุกคนพกติดตัวไปทุกครั้งที่มีคนมาเสนอขายประกันแนวนี้ มีอยู่ 4 คำถามค่ะ
1️⃣ ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ทั้งหมดนี้คิดจากเบี้ยที่จ่ายหรือจากทุนเอาประกัน
2️⃣ แยกให้ดูหน่อยว่าเท่าไรคือการันตีตามสัญญา และเท่าไรคือปันผลที่ไม่รับรองการจ่าย
3️⃣ IRR กรณีการันตีล้วนๆ คือกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี
4️⃣ ถ้าจำเป็นต้องเวนคืนตอนปีที่ 10 ปีที่ 20 จะได้เงินคืนกี่บาทเทียบกับเบี้ยที่จ่ายไปแล้ว
ถ้าคนขายตอบ 4 ข้อนี้ไม่ได้ หรืออึกอักตอนเจอคำว่า IRR นั่นคือสัญญาณเตือนที่ดังที่สุดแล้วค่ะ
🤖 ข่าวดีคือ ยุคนี้เราไม่ต้องคำนวณเองแล้ว แค่ถ่ายรูปตารางแล้วโยนให้ AI ได้เลย
เมื่อก่อนการคำนวณ IRR ของกรมธรรม์เป็นเรื่องของนักคณิตศาสตร์ประกันภัยกับนักการเงิน คนทั่วไปเข้าไม่ถึง เลยต้องเชื่อตัวเลข "กี่เท่า" ที่เซลส์เล่าให้ฟัง แต่วันนี้เกมเปลี่ยนไปแล้วค่ะ
ทุกโบรชัวร์ประกันจะมีตารางผลประโยชน์รายปีอยู่ท้ายเล่มเสมอ (กฎหมายบังคับให้มี) สิ่งที่คุณต้องทำมีแค่ถ่ายรูปหรือส่งไฟล์ PDF โบรชัวร์นั้นให้ AI อย่าง Claude หรือ ChatGPT แล้วพิมพ์สั้นๆ ว่า
👉🏻 ช่วยคำนวณ IRR ให้หน่อย ทั้งกรณีการันตีอย่างเดียว กรณีรวมปันผล และกรณีเวนคืนตอนอายุ 50 60 70
แค่นั้นเลยค่ะ ไม่ถึงหนึ่งนาที คุณจะได้เห็นตัวเลขจริงที่ไม่มีใครอยากให้คุณเห็น บทความนี้ทั้งบทความก็เกิดจากวิธีนี้แหละค่ะ นิคกี้แค่ส่งโบรชัวร์ให้ AI แกะกระแสเงินสดจากตารางแล้วคำนวณออกมา ตัวเลขทุกตัวตรวจสอบย้อนกลับกับตารางในเล่มได้หมด อำนาจต่อรองที่เคยอยู่ฝั่งคนขาย ตอนนี้ย้ายมาอยู่ในมือถือของคุณแล้วค่ะ
🎯 บทสรุปและมุมมองส่วนตัวของนิคกี้
นิคกี้อยากให้จำประโยคเดียวจากบทความนี้ค่ะ
👉🏻 ประกันก็คือประกัน มันคือเครื่องมือโอนความเสี่ยง ไม่ใช่การลงทุน และไม่ใช่การออม
ถ้าเป้าหมายคือความคุ้มครอง จงซื้อประกันแบบเน้นความคุ้มครอง ที่เบี้ยถูกและทุนประกันสูงๆ ให้ครอบครัวได้เงินก้อนใหญ่จริงๆ ถ้าเกิดอะไรขึ้น แล้วเอาเงินส่วนต่างไปลงทุนในเครื่องมือที่เกิดมาเพื่อการลงทุนโดยเฉพาะ ที่โปร่งใส มีสภาพคล่อง และถอนได้โดยไม่ต้องขาดทุนครึ่งหนึ่งของเงินต้น
ส่วนสิทธิ์ลดหย่อนภาษีที่มักถูกใช้เป็นเหตุผลปิดการขายนั้น เป็นตัวช่วยเสริมที่ดีจริง แต่มันไม่สามารถเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ IRR การันตี 0.6% ให้กลายเป็นการลงทุนที่ดีได้ค่ะ
สิ่งที่นิคกี้ไม่โอเคที่สุดไม่ใช่ตัวผลิตภัณฑ์ เพราะข้อมูลทั้งหมดที่นิคกี้ใช้คำนวณวันนี้ก็มาจากโบรชัวร์ของบริษัทเองทั้งนั้น ทุกอย่างเปิดเผยอยู่ในเอกสารครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
✅ ประกันมีข้อดีเยอะแยะมากมาย (เดี๋ยวมาเล่าให้ฟัง) และแอดก็มีเป็น 10 เล่ม ซึ่งซื้อบนจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป แต่ไม่มีอันไหนที่เป็นการซื้อเพื่อการลงทุนค่ะ
ส่วนสิ่งที่ไม่โอเคคือ "วิธีเล่า" ที่จงใจให้เราสับสนระหว่างเบี้ยกับทุนประกัน ระหว่างการันตีกับปันผล และระหว่างยอดรับรวมกับผลตอบแทนที่แท้จริงต่างหากค่ะ ต่อจากนี้ ก่อนเซ็นอะไรก็ตามที่มีคำว่า "สะสมทรัพย์" ขอเวลาตัวเองหนึ่งนาที ถ่ายรูปตาราง ส่งให้ AI คิด IRR แล้วค่อยตัดสินใจ
เงินก้อนนี้คือเงินของเรา และวันนี้เรามีเครื่องมือที่ทำให้ไม่มีใครหลอกเราด้วยเลขเปอร์เซ็นต์ได้อีกแล้วค่ะ
⚠️ หมายเหตุสำคัญ: โบรชัวร์ที่นิคกี้ใช้ในบทความนี้เป็นเพียง "ตัวอย่างประกอบการคำนวณ" เพื่อให้เห็นภาพวิธีอ่านตารางผลประโยชน์และวิธีคิด IRR เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาบอกว่าแบบประกันนี้หรือบริษัทนี้ไม่ดีแต่อย่างใดนะคะ
ตัวเลขทั้งหมดมาจากเอกสารเสนอขายที่เปิดเผยต่อสาธารณะอย่างถูกต้อง และประกันสะสมทรัพย์แบบมีเงินปันผลแทบทุกเจ้าในตลาดก็มีโครงสร้างในลักษณะเดียวกันนี้ทั้งนั้น
ประเด็นของบทความคือ "วิธีอ่านและวิธีตั้งคำถาม" ไม่ใช่การชี้เป้าผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งค่ะ ผลิตภัณฑ์นี้อาจเหมาะกับคนที่ต้องการความคุ้มครองตลอดชีพ ต้องการวินัยการออมระยะยาวมากๆ และใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี เพียงแต่ต้องซื้อด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องว่ากำลังซื้ออะไรอยู่
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำให้ยกเลิกกรมธรรม์ใดๆ การเวนคืนกรมธรรม์ที่ถืออยู่มีต้นทุน โปรดพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจค่ะ
ปล. ส่วนเรื่องค่าคอมก็จริงตาม อ. เอ็มแหละ แอดเคยทำงานแบงก์มาก่อน ตามนั้นเบยยยย 😆