Longdo บริการดีๆ สำหรับคนไทย Dict พจนานุกรม
Map แผนที่
Traffic จราจร

4 ปี ผ่านไป มาดูว่าจุดฝืด จุดติดขัดทางการจราจรของกรุงเทพมหานคร ต่างไปจากเดิมอย่างไรบ้าง- วิเคราะห์สภาพจราจรโดยใช้สภาพจรา...
02/09/2026

4 ปี ผ่านไป มาดูว่าจุดฝืด จุดติดขัดทางการจราจรของกรุงเทพมหานคร ต่างไปจากเดิมอย่างไรบ้าง

- วิเคราะห์สภาพจราจรโดยใช้สภาพจราจรย้อนหลังจาก มูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย (iTIC) ซึ่งมีข้อมูล vehicle probes ทั่วประเทศไทย ตลอดเวลา (จำนวนหลักหลายหมื่น ถึง แสนคัน)

- คำนวณความติดขัดเฉลี่ยของถนนแต่ละช่วง ทุกวัน โดยตัดเป็นช่วงละ 1 ชั่วโมง เพื่อหา 100 อันดับ ถนนที่ติดที่สุดในกรุงเทพฯ โดยเฉลี่ยย้อนหลังตามช่วงเวลารายชั่วโมง

- เคยทำไว้ตอนช่วงเดือนสิงหาคม 2565, และได้อัปเดตข้อมูลอีกครั้งในช่วงสิงหาคม 2569

- ผลลัพธ์ ตอน 07:30, TOP 10 ก็ยังหน้าเดิมๆ โดย ทางพิเศษศรีรัช แซงหน้า ทางด่วนเฉลิมมหานครขึ้นมาเป็นอันดับ 1

- ความยาวรวมของช่วงติดขัดของถนนใน TOP 10 ลดลง 9% จาก 42.25 เหลือ 38.42 กิโลเมตร ก็คือ ลดลงเล็กน้อย

- พวกเรารู้สึกว่ารถติดน้อยลงไหม? ผมคือ ผู้ใช้ทางพิเศษศรีรัชทุกวัน ทำไมรู้สึกว่ามันติดหนักทุกวันเหมือนเดิม 5555

- ดูผลลัพธ์บนแผนที่ ลากเลื่อนเวลาได้ https://traffic.longdo.com/bkk-speed/
- บทความอธิบาย https://map-blog.longdo.com/top-100-bangkok-traffic-jam/

22/08/2026

เทคโนโลยี Digital Twin (ฝาแฝดดิจิทัล) คือ การสร้างโลกเสมือนขึ้นมาในระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยโมเดลเสมือนจริงของวัตถุ หรือ กระบวนการต่างๆ เพื่อจำลองสถานการณ์ หรือสถานที่ในโลกแห่งความจริง

ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ เพื่อทดสอบหรือดำเนินการบางอย่าง ที่อาจจะทำได้ยากในโลกแห่งความจริง โดยให้ลองทำใน Digital Twin แล้วก็ดูผลลัพธ์ ผลกระทบต่างๆ ในโลกเสมือนเพื่อเป็นการประมาณการสิ่งที่จะเกิดในโลกจริง

Digital Twin จะต่างจากการทำ Simulation ด้วยโมเดล 3D ทั่วไปตรงที่จะมี การเชื่อมโยงข้อมูลสองทาง (Two-way Data Flow) ระหว่างโลกจริงกับโลกดิจิทัลตลอดเวลา เพื่อให้สิ่งต่างๆ ในโลกเสมือนดำเนินไปคู่ขนานกับโลกจริง

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน เช่น

- ด้านการบริหารจัดการเมือง: สิงคโปร์สร้าง "Virtual Singapore" เพื่อบริหารจัดการการจราจรและพลังงาน เป็นการทำ Digital Twin ในด้าน Energy, Mobility, Society

- ด้านการแพทย์: สร้าง Digital Twin ของหัวใจผู้ป่วยเพื่อวางแผนการผ่าตัด เป็นเรื่องของสุขภาพ (Health)

- Tesla: สร้าง Digital Twin ของรถยนต์แต่ละคันที่วิ่งอยู่บนถนน โดยรับข้อมูลจากเซนเซอร์ในรถเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่ ประสิทธิภาพแบตเตอรี่

- DHL: ทำ Digital Twin ของคลังสินค้า (Warehouse) เพื่อจำลองการจัดวางสินค้า เส้นทางเดินของรถขนของ และพนักงาน ช่วยลดเวลาการหยิบสินค้าและเพิ่มพื้นที่จัดเก็บ

- อาคารอัจฉริยะ (Smart Buildings / BIM Integration): บริหารจัดการพลังงานในอาคาร โดยสร้าง Digital Twin ของอาคาร โดยมีการวัดค่าต่างๆ อย่างละเอียดด้วย IoT sensors

Digital Twin มักต้องมีการใช้เทคโนโลยีด้านแผนที่เพื่อการแสดงผล และ ประมวลผลข้อมูลเชิงตำแหน่งต่างๆ

ตัวอย่างในวิดิโอ คือ การใช้ Longdo Map API พัฒนาเว็บจำลองเหตุการณ์คลื่นยักษ์สินามิ เคลื่อนเข้าชายฝั่ง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ด้านต่างๆ เช่น หาแนวทางการป้องกัน, วางแผนและซ้อมแผนอพยพ เป็นต้น

ปล. ยังเป็นการ Simulation เฉยๆ ยังไม่ได้เชื่อมโยงข้อมูลจาก sensor จริง และเป็นการวิเคราะห์แบบพื้นฐานเบื้องต้น ด้วยข้อมูล DSM (Digital Surface Model) ยังมีความไม่แม่นยำ ใช้เพื่อประกอบการนำเสนอเท่านั้น

หมดยุคใส่รายชื่อสาขายาวเหยียดในแคปชัน หรือแปะรูปภาพรวมสาขาที่กดดูตำแหน่งไม่ได้!"1 ลิงก์ รวบตึงทุกสาขา" กับ Longdo Map Pa...
14/08/2026

หมดยุคใส่รายชื่อสาขายาวเหยียดในแคปชัน หรือแปะรูปภาพรวมสาขาที่กดดูตำแหน่งไม่ได้!

"1 ลิงก์ รวบตึงทุกสาขา" กับ Longdo Map Partnership ตัวช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจคุณให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น!

🎯 สิ่งที่ธุรกิจของคุณจะได้รับ...
- รวมจบในลิงก์เดียว : แสดงสาขาทั้งหมด พร้อมโลโก้แบรนด์สุดโดดเด่น
- อัปเดตง่าย ทันใจ : แก้ไขข้อมูลสาขาได้ง่าย ผ่านออนไลน์ได้ตลอดเวลา
- ปรับแต่งหน้าเว็บได้ตามใจ :สร้างธีมหน้าเว็บให้เข้าเอกลักษณ์ของแบรนด์

🤝 สนใจมาเป็นพาร์ทเนอร์กับเราวันนี้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
💬 สมัครเลย Add LINE :

🔗 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : https://map.longdo.com/partner

#ลองดูแมพ #แผนที่ออนไลน์ #แผนที่สาขา #รวมสาขาในลิงก์เดียว #ร้านค้าออนไลน์

ฝนตกไหม? อีก 30 นาทีข้างหน้าจะตกที่ไหน? คำถามง่าย ๆ เหล่านี้กลับส่งผลต่อชีวิตประจำวันของคนไทยมากกว่าที่คิด ตั้งแต่การเดิ...
31/07/2026

ฝนตกไหม? อีก 30 นาทีข้างหน้าจะตกที่ไหน? คำถามง่าย ๆ เหล่านี้กลับส่งผลต่อชีวิตประจำวันของคนไทยมากกว่าที่คิด ตั้งแต่การเดินทาง การส่งของ ไปจนถึงการวางแผนงานกลางแจ้ง

เปิดตัว Longdo Weather บริการเรดาร์ฝนและพยากรณ์อากาศจาก Longdo Map ที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้แบบเรียลไทม์ ทั้งสำหรับผู้ใช้ทั่วไปผ่านหน้าเว็บ และสำหรับนักพัฒนาผ่าน REST API

Longdo Weather เป็นเว็บแอปพลิเคชันที่แสดงเรดาร์ฝน ลม และพยากรณ์อากาศทั่วประเทศไทยบนแผนที่ประสิทธิภาพสูงของ Longdo Map ใช้งานได้ฟรีบนเบราว์เซอร์ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ โดยไม่ต้องติดตั้งแอป จุดเด่นคือ:

* เรดาร์ฝนย้อนหลัง — ดูภาพเรดาร์ฝนที่ผ่านมาแบบไทม์แลปส์ เพื่อดูทิศทางและแนวโน้มการเคลื่อนตัวของกลุ่มฝน
* คาดการณ์ฝนล่วงหน้า — พยากรณ์ความเข้มฝนล่วงหน้า +30, +45 และ +60 นาที ช่วยให้รู้ก่อนว่าฝนกำลังจะมา
* เรดาร์ลม — แสดงทิศทางและความเร็วลมจากแบบจำลอง GFS
* ครอบคลุมทั่วประเทศ — ค้นหาได้ทั้งด้วยชื่อเมือง รหัสไปรษณีย์ หรือสถานที่

ข้อมูลเชื่อมโยงมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา (TMD) สำหรับเรดาร์ฝน และ NOAA NCEP (แบบจำลอง GFS) สำหรับข้อมูลลม ส่วนการคาดการณ์ฝนล่วงหน้าใช้เทคนิค nowcasting ด้วยไลบรารี pysteps

ข้อมูลทั้งหมดเปิดให้เรียกใช้ผ่าน REST API สามารถนำเรดาร์ฝน การคาดการณ์ฝน และข้อมูลลม ไปแสดงบนแผนที่หรือผสานเข้ากับแอปพลิเคชันได้ทันที

1. Radar Tiles — ภาพเรดาร์ฝนแบบ XYZ tiles สำหรับนำไปวางซ้อนบนแผนที่ (รองรับ Longdo Map, Leaflet, Mapbox, OpenLayers และไลบรารีแผนที่ทั่วไป)
2. Rain Query — สอบถามข้อมูลฝนตามพิกัด
3. Wind — ข้อมูลลมพยากรณ์ สร้างวันละครั้งจากรอบ GFS 00Z หนึ่งเลเยอร์ต่อหนึ่งวันพยากรณ์ มีผลที่เวลา 12:00 น. (ICT) ของวันนั้น

ตัวอย่างโค้ด

สอบถามว่า “ตอนนี้ฝนตกไหม” ที่พิกัดหนึ่ง
curl "https://weather.longdo.com/rain/api/v1/location?key=&lat=13.7563&lon=100.5018"

ตัวอย่างผลลัพธ์ (พิกัดกลางกรุงเทพฯ):

{
"lat": 13.7563,
"lon": 100.5018,
"rain": {
"level": "moderate",
"description": "ฝนปานกลาง",
"intensity": 3
}
}

ค่า intensity อยู่ในช่วง 0 (ไม่มีฝน) ถึง 5 (ฝนตกหนักมาก) ทำให้นำไปใช้ตัดสินใจในแอปได้ง่าย เช่น แจ้งเตือนผู้ใช้เมื่อ intensity ≥ 3

นำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง
* โลจิสติกส์และการส่งของ — วางแผนเส้นทางและเวลาส่งโดยหลบกลุ่มฝน ลดความล่าช้า
* เกษตรกรรม — วางแผนการรดน้ำ ให้ปุ๋ย หรือเก็บเกี่ยว โดยดูแนวโน้มฝนล่วงหน้า
* การจัดงานกลางแจ้ง — ประเมินความเสี่ยงฝนตกในพื้นที่จัดงานแบบเรียลไทม์
* แอปการเดินทางและจราจร — แจ้งเตือนฝนตกบนเส้นทาง พร้อมดูกล้องจราจรที่มีฝนตกจริง
* ประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง — ใช้ข้อมูลฝนเชิงพื้นที่ประกอบการวิเคราะห์

เริ่มต้นใช้งาน

* ผู้ใช้ทั่วไป ลองเปิด weather.longdo.com เพื่อดูเรดาร์ฝนและพยากรณ์อากาศได้ฟรีทันที หรือ ถ้าท่านเป็นผู้ใช้บริการ Longdo Traffic หรือ Longdo Map ก็สามารถเปิดเรดาร์ฝนได้จากเมนูชั้นข้อมูล

* นักพัฒนา ดูรายละเอียดเพิ่มเติมด้านล่าง

ศุกร์เย็น  #เมาไม่ขับ นะครับทุกท่านแต่เมาหรือเปล่า ลองทดสอบดูก่อนhttps://mapdemo.longdo.com/drunk/
03/07/2026

ศุกร์เย็น #เมาไม่ขับ นะครับทุกท่าน

แต่เมาหรือเปล่า ลองทดสอบดูก่อน

https://mapdemo.longdo.com/drunk/

Longdo เปิดให้นักพัฒนาสามารถเรียกใช้ ข้อมูลและบริการแผนที่ของ Longdo ในรูปแบบ Data as a Service (API) ได้สะดวกยิ่งขึ้น ไ...
03/07/2026

Longdo เปิดให้นักพัฒนาสามารถเรียกใช้ ข้อมูลและบริการแผนที่ของ Longdo ในรูปแบบ Data as a Service (API) ได้สะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะพัฒนาอยู่บนไลบรารีแผนที่ใดก็ตาม ทั้ง Leaflet, Mapbox GL, OpenLayers, MapTiler, MapLibre หรือ Google Maps ก็สามารถนำข้อมูลของ Longdo ไปใช้งานได้ทันที

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือ ข้อมูลแผนที่ประเทศไทยที่ละเอียดและเป็นปัจจุบัน ของ Longdo รวมถึงบริการภูมิสารสนเทศอีกจำนวนมาก ซึ่งเปิดให้เรียกใช้ในรูปแบบ API ได้โดยตรง ที่ผ่านมาการนำบริการเหล่านี้ไปใช้จะสะดวกที่สุดผ่าน Longdo Map API ของเราเอง

ปัจจุบันข้อจำกัดดังกล่าวได้หมดไป ท่านไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไลบรารีที่ใช้งานอยู่ เพียงเพิ่มข้อมูลและบริการของ Longdo เข้าไปในโปรเจกต์เดิม ก็สามารถใช้งานทั้งชั้นข้อมูล แผนที่ ระบบค้นหา การคำนวณเส้นทาง ข้อมูลฝน และบริการอื่น ๆ ได้

ตามรายละเอียดใน Quick Start หรือ บทความด้านล่างครับ

https://map.longdo.com/docs3/quick-start

https://map-blog.longdo.com/longdo-map-rest-api/

Longdo เปิดให้นักพัฒนาสามารถเรียกใช้ ข้อมูลและบริการแผนที่ของ Longdo ในรูปแบบ Data as a Service (API) ได้สะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะ...

สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาข้...
12/06/2026

สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี
กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ข้าพระพุทธเจ้า บริษัท เมตามีเดีย เทคโนโลยี จำกัด ขอพระราชทานกราบบังคมทูลแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง น้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย พระปณิธานและพระกรณียกิจของพระองค์จะสถิตในใจของพวกเราตลอดไป

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัท เมตามีเดีย เทคโนโลยี จำกัด

21/04/2026

คนไทยเลิกกินผักแล้วหรอ ? ทำไม “โอ้กะจู๋” ถึงขาดทุนได้

พี่ทุยเห็นความพยายามในการออกเมนู และโปรโมชันใหม่ ๆ ของ “โอ้กะจู๋” อยู่ตลอด แถมในแบรนด์เครือเดียวกัน ก็ยังแตกไลน์สินค้าเป็นน้ำปั่นบ้าง ไก่ทอดบ้าง จนทำให้คิดว่า ‘ทุกอย่างก็ดูเป็นไปได้ด้วยดี’

แต่พอไปคลี่งบดูเท่านั้นล่ะ ‘อ้าว ไตรมาสล่าสุดขาดทุนเฉย ???’ ก็เลยเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า แล้วจากแบรนด์ที่คนเคยแห่เข้าคิว จองล่วงหน้ากันหลายชั่วโมง แบรนด์ที่แตกไลน์สินค้าใหม่เท่าไหร่สังคมก็ให้ความสนใจ เขาไปทำอีท่าไหน ทำไมถึงขาดทุน ?

พี่ทุยลองไล่ดูดี ๆ และสามารถสรุปเหตุผลออกมาได้ประมาณ 5 ข้อนี้

1.อาหารเทรนด์รักสุขภาพราคาสูง พอเศรษฐกิจไม่ดี ความนิยมเลยน้อยลง

ต้องยอมรับก่อนว่าโอ้กะจู๋อยู่ในหมวดของกินที่ “มีเทส” หรืออาหารสายสุขภาพที่ราคาค่อนข้างสูง และก็ไม่ใช่ของจำเป็นในชีวิตประจำวัน

พอในวันที่เศรษฐกิจไม่ดี คนจึงเริ่ม “จัดลำดับความสำคัญใหม่” แบบอัตโนมัติ ของที่เคยกินเพราะอยากดูดี อยากเฮลตี้ อยากดูแลตัวเอง อาจถูกแทนที่ด้วยของที่ “อิ่มกว่า ถูกกว่า คุ้มกว่า”

จากสลัดมื้อหนึ่ง 200-300 บาท อาจกลายเป็นข้าวจานเดียว 60-80 บาท มันไม่ใช่เพราะคนเลิกกินผักนะ… แต่เพราะ “โอ้กับจู๋” มันไม่ใช่ตัวเลือกแรกในวันที่ต้องเซฟเงิน

2.เป็นอาหารที่กินได้ไม่บ่อย

ต่อให้แบรนด์จะดีแค่ไหน แต่อย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ “ประเภทสินค้า” มันกำหนดพฤติกรรมอยู่แล้ว “โอ้กะจู๋” ไม่ใช่อาหารที่คนกินทุกวันแบบข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว หรืออาหารตามสั่ง แต่มันคืออาหารแบบ “อยากกินเมื่อไหร่ค่อยกิน”

บางคนกินอาทิตย์ละครั้ง
บางคนเดือนละครั้ง
บางคนกินเฉพาะวันที่รู้สึกอยากดูแลตัวเอง

ซึ่งพอความถี่มันไม่ได้สูงตั้งแต่แรก ต่อให้ลูกค้าชอบ ก็ไม่ได้แปลว่ารายได้จะโตแบบสม่ำเสมอ นี่คือข้อจำกัดที่หลายคนมองไม่เห็น

3.คู่แข่งเยอะขึ้น จนความพิเศษเริ่มหายไป

เมื่อก่อนถ้าอยากกินสลัดแบบจริงจัง หรืออาหารสายสุขภาพแบบจัดเต็ม ชื่อของโอ้กะจู๋คือ “ตัวเลือกแรก ๆ”
แต่วันนี้ภาพมันเปลี่ยนไปแล้ว ร้านเล็ก ๆ ก็ขายสลัดได้ คาเฟ่ก็มีเมนูคลีน ร้านอาหารทั่วไปก็เริ่มมี Healthy option แถมบางร้านยังราคาถูกกว่าแบบเห็นได้ชัด

พอทางเลือกเยอะขึ้น สิ่งที่เคยเป็น “จุดขาย” ก็เริ่มกลายเป็น “มาตรฐาน” จากของที่เคยรู้สึกว่า “ต้องไปกินร้านนี้” กลายเป็นกินร้านอื่นก็คล้ายกัน

4.สินค้าหากินได้ทั่วไป ไม่ได้หากินยากเหมือนเมื่อก่อน

อันนี้เป็นจุดที่เจ็บมากสำหรับหลายธุรกิจ เมื่อก่อนโอ้กะจู๋มีไม่กี่สาขา คนต้องตั้งใจไปกิน ต้องเผื่อเวลา ต้องยอมต่อคิว มันเลยเกิดความรู้สึกว่า “ร้านนี้มันพิเศษ” แต่วันนี้… แทบทุกห้างมีหมดแล้ว ไปไหนก็เจอ ไม่ต้องไปกินถึงเชียงใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ความหายาก” หายไปทันที

จากของที่เคยรู้สึกว่า “ต้องไปให้ได้” กลายเป็น “ไว้วันหลังก็ได้” แล้วพอคำว่า “ไว้ก่อน” เกิดขึ้นเมื่อไหร่ มันก็มักจะไม่ได้เกิดขึ้นจริง

5.การขยายสาขาเพิ่มอย่างหนัก ทำให้บริษัทแบกต้นทุนสูง

ในมุมธุรกิจ การขยายสาขาคือการเร่งโต ซึ่งในช่วงที่กระแสมันมา มันก็เป็นตัดสินใจที่เข้าใจได้ แต่ปัญหาคือ…

สาขาเพิ่ม = ค่าเช่าเพิ่ม
สาขาเพิ่ม = พนักงานเพิ่ม
สาขาเพิ่ม = ค่าบริหารเพิ่ม

ในขณะที่ “ความอยากกิน” ของลูกค้า ไม่ได้โตตามจำนวนสาขา ลูกค้า 1 คน ไม่ได้กินเพิ่มเพราะมีสาขาเพิ่ม

สุดท้ายเลยกลายเป็นว่า รายได้อาจเพิ่ม แต่ต้นทุนเพิ่มเร็วกว่า กำไรเลยค่อย ๆ ถูกบีบ… จนบางช่วงกลายเป็นขาดทุนในที่สุด

พอเอาทั้ง 5 ข้อนี้มารวมกัน ภาพมันเลยชัดขึ้นมากว่า มันไม่ใช่ว่าคนไทยเลิกกินผัก หรอกนะ แต่มันคือ

- คนระวังการใช้เงินมากขึ้น
- ตัวเลือกในตลาดเยอะขึ้น
- ความพิเศษของแบรนด์ลดลง
- และพฤติกรรมการกินไม่ได้ถี่พอจะรองรับการขยายตัว

สุดท้ายพี่ทุยเลยมองว่า คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “โอ้กะจู๋มีปัญหาไหม” แต่คือ… ในวันที่ตัวเลือกเต็มตลาดแบบนี้ เขายังเป็น “ตัวเลือกแรก” ของลูกค้าอยู่หรือเปล่า เพราะธุรกิจอาหาร ไม่ได้แข่งกันที่ “คนเคยกิน” แต่วัดกันที่ “คนกลับมากินซ้ำบ่อยแค่ไหน” และถ้าวันไหนทำให้คน นึกถึงแล้ว “อยากกินทันที” ได้อีกครั้ง วันนั้นแหละ…กำไร อาจไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปนะฮะ

#สนุกง่ายได้ประโยชน์ #โอ้กับจู๋ #หุ้น #การลงทุน

[แนะนำบริการใหม่!] Longdo Transitเช็กป้ายรถเมล์โปรดของคุณได้ง่ายๆ แบบ Real-time!  🚌✨บริการที่จะช่วยให้คุณวางแผนการเดินทา...
12/04/2026

[แนะนำบริการใหม่!] Longdo Transit

เช็กป้ายรถเมล์โปรดของคุณได้ง่ายๆ แบบ Real-time! 🚌✨

บริการที่จะช่วยให้คุณวางแผนการเดินทางได้ดีขึ้น!
✅ ดูเวลาที่รถเมล์จะมาถึงป้ายแบบ Real-time
✅ บันทึกป้ายโปรดไว้ดูได้ทันที ไม่ต้องค้นหาซ้ำ
✅ แสดงผลสวยงาม เรียบง่าย ใช้งานสะดวกบนมือถือ
✅ อัปเดตข้อมูลอัตโนมัติทุก 15 วินาที พร้อมนาฬิกาบอกเวลาแม่นยำ
✅ ให้คนต่างชาติดูได้รองรับ ภาษาไทย, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, จีน
✅ ข้อมูลเชื่อถือได้จากระบบ Namtang

ลองเช็กป้ายยอดนิยมได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้เลยครับ (save ลิงก์ ป้ายที่ขึ้นบ่อยๆ เก็บไว้ได้เลย)
📍 อนุสาวรีย์ชัยฯ (เกาะพหลโยธิน): http://transit.longdo.com/stop/4154
📍 อนุสาวรีย์ชัยฯ (เกาะพญาไท): http://transit.longdo.com/stop/4156
📍 อนุสาวรีย์ชัยฯ (เกาะราชวิถี): http://transit.longdo.com/stop/4157
📍 อนุสาวรีย์ชัยฯ (เกาะดินแดง): http://transit.longdo.com/stop/4155
📍 BTS ราชเทวี (โคโค่วอล์ค): http://transit.longdo.com/stop/2901
📍 BTS ราชเทวี (รร.เอเชีย): http://transit.longdo.com/stop/3075
📍 เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์: http://transit.longdo.com/stop/3074
📍 เซ็นทรัลปิ่นเกล้า: http://transit.longdo.com/stop/384
📍 วัน แบงค็อก: http://transit.longdo.com/stop/2459
📍 ลาดพร้าว 89: http://transit.longdo.com/stop/3550

หรือค้นหาป้ายอื่นๆ ได้ที่: http://transit.longdo.com/

ข้อมูลต่างๆ เชื่อมโยง จาก https://namtang.otp.go.th/ ของ
สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม

ดูข้อมูลเต็มๆ + ตำแหน่งรถเมล์บนแผนที่แบบ real-time เรียนเชิญที่ Namtang https://namtang.otp.go.th/ เว็บดีๆ ของภาครัฐ (มีแอป iOS Android ด้วย ชื่อ "Namtang" ติดตั้งได้จาก App Store / Play Store)

นอกจากนี้ Namtang ยังมี Open data ข้อมูลป้ายรถประจำทาง, สถานีรถไฟ, ท่าเรือ, ข้อมูลการเดินรถ (format GTFS) เหมาะสำหรับเอาไปพัฒนาต่อยอด หรือ ศึกษา วิจัย ดูรายละเอียดได้ที่ https://namtang.otp.go.th/opendata

#รถเมล์ไทย #เช็กเวลารถเมล์ #การเดินทาง

30/03/2026

รอใช้ได้เลย “ระบบพยากรณ์ปริมาณคาร์บอนเครดิต” ฟีเจอร์ใหม่ จาก Carbon Atlas ตอบโจทย์คนอยากรู้ “ความคุ้มค่าก่อนจะลงทุน”
ในยุคโลกร้อน “ตลาดคาร์บอนเครดิต” เป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ โดย “เปลี่ยนความพยายามในการลดการปลดปล่อยคาร์บอน ให้กลายเป็นรายได้หรือมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ” สร้างแรงจูงใจในการดูแลรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ปัจจุบันตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ซึ่งเป็นภาคสมัครใจ ถือว่าอยู่ในระยะเริ่มต้น และกำลังได้รับความสนใจจากองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการเตรียมความพร้อมตามนโยบายภาครัฐและเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร อย่างไรก็ดี แม้ตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยจะมีแนวโน้มในการเติบโต แต่ก็ยังมีข้อจำกัดทั้งจากการเป็นภาคสมัครใจ ที่ขาดแรงจูงใจทางกฎหมาย ความไม่แน่นอนของตลาดและพฤติกรรมการซื้อ-ขาย การขาดด้านความรู้ความเข้าใจในตลาดที่มีโครงสร้างซับซ้อน และต้นทุนในการพัฒนาโครงการที่สูงจนอาจไม่คุ้มทุนสำหรับโครงการขนาดเล็ก
ดังนั้นคำถามสำคัญที่เชื่อว่า..ทุกคนโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ที่สนใจอยากจะมีรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต อยากรู้ ก็คือ “ความคุ้มค่าก่อนที่จะลงทุน”
และโจทย์คำถามนี้ กำลังจะมีคำตอบ !
โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการนำเทคโนโลยีอวกาศมาประยุกต์ใช้กับการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้และการเกษตร และเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการประเมินคาร์บอนเครดิต โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.
ล่าสุด... เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและร่วมขับเคลื่อนตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม GISTDA ได้พัฒนาโปรแกรม “พยากรณ์ปริมาณคาร์บอนเครดิต” ขึ้น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการทราบความคุ้มค่าก่อนการลงทุนในโครงการประเมินคาร์บอนเครดิต ทั้งนี้คาดว่าโปรแกรมฯ จะเสร็จสมบูรณ์ และเปิดให้ใช้บริการผ่าน แพลตฟอร์ม Carbon Atlas (https://carbonatlas.gistda.or.th/home) ได้ภายในปี 2569 นี้
“คติวิช กันธา” หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม GISTDA เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา GISTDA ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม “Carbon Atlas” ขึ้น เพื่อเป็นแพลตฟอร์มประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้และการเกษตร ที่พัฒนาจากข้อมูลการสำรวจระยะไกลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ครอบคลุมพื้นที่ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลนและสวนยางพารา โดยในแพลตฟอร์มดังกล่าวประกอบด้วย 2 ชุดข้อมูลสำคัญ ที่ GISTDA เก็บข้อมูลในปี 2565 และ2567
ข้อมูลชุดแรกคือ พื้นที่สีเขียว ที่แสดงถึงต้นไม้ที่ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ และมองเห็นได้จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งจากข้อมูลในปี 2567 พบว่าประเทศไทย มีข้อมูลพื้นที่สีเขียวทั่วประเทศกว่า 167 ล้านไร่หรือประมาณ 52 % ของพื้นที่ทั้งประเทศ และเป็นพื้นที่สีเขียวในเมืองกว่า 13 ล้านไร่ หรือประมาณ 20 % ของพื้นที่ในเมือง ส่วนอีกหนึ่งชุดข้อมูลคือ การกักเก็บคาร์บอน ที่ช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ
ข้อมูลทั้ง 2 ชุดนี้ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานหลักทั้งภาครัฐและเอกชน โดยในส่วนของพื้นที่สีเขียว หน่วยงานภาครัฐได้นำข้อมูลไปใช้เพื่อบริหาร จัดการ และวางแผนตามยุทธศาสตร์ชาติ และด้วยข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมที่มีความละเอียด 2 เมตรของ GISTDA ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการนำไปวิเคราะห์เปรียบเทียบกับแผนที่ที่มีอยู่เดิมเพื่อให้เกิดความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้พื้นที่สีเขียวยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการเมือง ปรับใช้กับการวางแผนจัดทำนโยบายการ เพิ่มขึ้น-ลดลง ของพื้นที่สีเขียวในมืองตามพื้นที่ที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบ
ส่วนข้อมูลการกักเก็บคาร์บอน ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ ได้มีการนำข้อมูลไปใช้งานเป็นรูปธรรม และเริ่มมีหน่วยงานเข้ามาใช้บริการ GISTDA ในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้ และพื้นที่เกษตร เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่สามารถนำภาพถ่ายดาวเทียมมาวิเคราะห์และแปลตีความได้
“จากการเปิดตัวแพลตฟอร์ม Carbon Atlas และเริ่มให้บริการประเมินคาร์บอนเครดิตฯ ทำให้ GISTDA รู้ถึงโจทย์คำถามของผู้สนใจที่อยากจะเข้ามาเป็นผู้ขายในตลาดคาร์บอนเครดิต ส่วนใหญ่จะถามถึงค่าใช้จ่าย และความคุ้มค่าในการลงทุนก่อนจะตัดสินใจ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโปรแกรมที่จะสามารถพยากรณ์ปริมาณคาร์บอนเครดิต ในพื้นที่ต่างๆ ที่ลูกค้าอยากจะรู้ได้”
โปรแกรมที่กำลังพัฒนาขึ้นนี้ จะสามารถพยากรณ์ได้ในระยะ 3-5 ปี เพื่อให้เจ้าของพื้นที่ เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการขายเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด โดยข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล เช่น ประเภทข้อมูล ขนาดพื้นที่ ลักษณะการเกาะกลุ่มของพื้นที่ และระยะเวลาที่คาดว่าจะขาย เป็นต้น ระบบจะคำนวณออกมาเป็นตัวเลขให้เห็นว่าในอนาคตจะขายได้เท่าไร เป็นต้นทุนเท่าไหร่ และจะมีกำไรเท่าไหร่ โดยอ้างอิงราคาซื้อขายในไทย ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 500-3,000 บาท ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โปรแกรมนี้เมื่อแล้วเสร็จจะนำไปให้บริการในแพลตฟอร์ม Carbon Atlas
...ท่ามกลางเทคโนโลยีล้ำสมัยจำนวนมาก ที่หน่วยงานต่าง ๆ เริ่มนำมาใช้กับการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในปัจจุบัน อะไรคือจุดเด่นของบริการจาก GISTDA ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศเป็นหลัก
คุณคติวิช บอกว่า จุดเด่นของบริการจาก GISTDA มี 3 ข้อหลัก คือ
1. การมีข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม คุณภาพสูง ที่ใช้เป็นหนึ่งในการประเมินการกักเก็บคาร์บอน
2. การใช้เทคโนโลยีทีทันสมัยอย่าง LiDAR ในการวัดความเจริญเติบโตของต้นไม้ในแปลงตัวอย่าง ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำและมีประสิทธิภาพสูง
และ 3. แบบจำลองการประเมินคาร์บอนด้วย AI ของ GISTDA ที่สามารถตรวจวัดได้ 5 ประเภทข้อมูล และครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ
อนาคต นอกจากการปรับปรุงแพลตฟอร์ม Carbon Atlas ด้วยการเพิ่มฟีเจอร์ พยากรณ์ปริมาณคาร์บอนเครดิตแล้ว ในปี 2569 นี้ GISTDA ยังมีแผนที่จะขยายการใช้งานในกลุ่มดาวเทียมอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้ได้ค่าที่ถูกต้องเพิ่มมากขึ้น เพื่อนำมาใช้กับแบบจำลองและจะนำ GeoSlam เครื่องสแกน 3 มิติแบบพกพา ที่สามารถเก็บข้อมูลได้รวดเร็วกว่าการใช้ 3D Scanner ถึง 4 เท่า มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจวัด
นอกจากนี้ GISTDA ยังมีแผนขยายผลการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้ ทั้งพื้นที่สีเขียว การกักเก็บคาร์บอน และภาพถ่ายดาวเทียมหลายช่วงเวลาที่ GISTDA มีย้อนหลังไปถึง 50 ปี ซึ่งสามารถนำไปวิเคราะห์เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพได้อีกด้วย
__________

The Carbon Credit Forecasting System a new feature of Carbon Atlas, is designed for users who want to understand its value before making an investment
In the context of global warming, carbon credits are one of the most significant mechanisms for promoting the reduction of greenhouse gas emissions released into the atmosphere. Transforming such efforts into income or business value creates a motivation to protect natural resources and the environment sustainably.
Currently, Thailand’s carbon credit market is considered a voluntary market that is still in its early stages and is attracting interest from other organizations. It is designed to support government policies and organizations' sustainability goals. Although Thailand’s carbon credit market is showing growth, it has limitations due to its voluntary nature and lack of legal incentives. Furthermore, market uncertainty, volatile trading behaviors, and a lack of knowledge and understanding can make participation in complex markets with high development costs less cost-effective for small projects.
However, a significant question that many people, especially new entrepreneurs, are interested in is whether they can earn a profit from carbon credit sales. It is important to understand its value before investing, and this program aims to answer that question. The Geo-Informatics and Space Technology Development Agency (GISTDA) has applied space technology to evaluate carbon storage in the forestry and agricultural sectors. One of the carbon credit service providers in Thailand, the Thailand Greenhouse Gas Management Organization (TGO), uses satellite imagery combined with AI verification for this purpose.
Currently, efforts are being made to support decision-making and collaborative actions for Thailand’s carbon credit initiatives. GISTDA developed the “Carbon Atlas” for evaluating carbon credits in the forestry and agriculture sectors. The platform is based on remote sensing data and AI, covering evergreen forests, mixed deciduous forests, dry dipterocarp forests, mangrove forests, and rubber plantations. It includes two significant datasets collected by GISTDA in 2022 and 2024.
The first dataset represents green areas and trees that absorb carbon dioxide, based on satellite imagery data from 2024. Thailand has green areas covering 26.72 million hectare, approximately 52% of the country, with urban green areas covering 2.08 million hectare. Another dataset represents carbon storage, indicating the amount of greenhouse gases absorbed from the atmosphere.
These two datasets are currently used primarily by government agencies and the private sector. In terms of green areas, the government utilizes the data to plan and manage resources in accordance with national strategies. The relevant agencies currently use GISTDA’s 2-meter resolution satellite imagery to analyze and compare it with existing maps, ensuring data accuracy. Furthermore, information on green areas can be applied in urban management for planning and formulating policies on increasing or decreasing urban green spaces, depending on the responsibility of each agency.
In terms of carbon storage, government agencies and businesses are currently applying data in practical ways, and some agencies have begun using GISTDA’s services to evaluate carbon storage in forestry and agricultural areas where satellite imagery allows for analysis.
Since the Carbon Atlas platform was launched to provide carbon credit evaluation services, GISTDA became aware that many interested individuals want to participate in the carbon credit market. Most people have questions regarding costs and potential returns before making investment decisions. This feedback motivated the development of a platform that allows users to explore carbon credit amounts in the areas they are interested in.
This platform is designed to help landowners determine the optimal time to sell carbon credits over a 3–5 year period to maximize profit. It achieves this by analyzing factors such as land type, area size, clustering characteristics, and expected sales periods. The system calculates future sales prices, costs, and potential profits using Thai market prices, which range from approximately 500 to 3,000 baht per ton of carbon dioxide equivalent. Upon completion, this program will be integrated into the Carbon Atlas platform.
Mr. Khatiwich explained that GISTDA’s services highlight three main areas:

1. The utilization of high-quality satellite imagery for carbon storage evaluation.
2. The accurate and efficient use of technologies like LiDAR to measure tree growth in sample plots.
3. The AI-driven carbon evaluation model developed by GISTDA, which can measure five types of data across areas in Thailand.
In the future, in addition to improving the Carbon Atlas platform by adding carbon credit exploration features in 2026, GISTDA plans to further utilize additional satellite data to obtain more accurate results. GeoSLAM portable 3D scanners, which are capable of collecting data four times faster than traditional 3D scanners, are also being used to improve measurement efficiency.
Among the many cutting-edge technologies available at various organizations, several are currently being applied to carbon credit evaluation. What is the main service that GISTDA provides using space technology? GISTDA plans to effectively utilize the benefits of data on green areas, carbon storage, and satellite imagery. With a 50-year history, GISTDA also has expertise in biological analysis.
อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ https://www.gistda.or.th/more_news.php?c_id=148&lang=TH
#อว #คาร์บอนเครดิต #ลดก๊าซเรือนกระจก #เทคโนโลยีอวกาศ #ลงทุนความยั่งยืน #ลดก๊าซเรือนกระจก

ที่อยู่

4 ห้อง 407 อาคารสาทรสแควร์ ออฟฟิซ ทาวเวอร์ ถนนสาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก
Bangkok
10500

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 20:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 20:00
พฤหัสบดี 09:00 - 20:00
ศุกร์ 09:00 - 20:00

เบอร์โทรศัพท์

+6621081790

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Longdoผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Longdo:

ทางลัด

แชร์