MBSA MBSA has been designing and supporting smart, affordable and future-oriented computer system with po M.B.

System Automation Company Limited is an information technology-consulting firm. Our supports range from application development, systems integration, Internet planning and maintenance down to local and wide area network planning and management for business firms. Up until now, we have clients ranged from multinational organization with offices around the globe to large and medium size firms in Thailand.

นอนครบ 8 ชั่วโมง แต่ทำไมยังเพลีย? 😴 ไขปริศนา 13 สาเหตุลับที่ทำให้พลังงานตกตลอดวัน! 🔋📉เคยเป็นกันไหม นอนเต็มอิ่มแต่ตื่นมาก...
05/08/2026

นอนครบ 8 ชั่วโมง แต่ทำไมยังเพลีย? 😴 ไขปริศนา 13 สาเหตุลับที่ทำให้พลังงานตกตลอดวัน! 🔋📉

เคยเป็นกันไหม นอนเต็มอิ่มแต่ตื่นมาก็ยังง่วง สมองตื้อจนต้องพึ่งกาแฟรัวๆ? บทความนี้มีคำตอบที่น่าสนใจมาก! ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าความเหนื่อยล้าอาจไม่ได้มาจากการนอนน้อยเสมอไป แต่ยังมีปัจจัยใกล้ตัวที่เราอาจคาดไม่ถึงซ่อนอยู่เพียบ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศในห้องนอน การนั่งทำงานนานเกินไป แสงแดดที่ไม่ค่อยได้เจอ หรือแม้แต่อาหารการกินของเรา 🥗

ลองมาเช็กตัวเองกันดูว่ามีข้อไหนที่แอบสูบพลังงานของเราไปบ้าง จะได้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ ให้ร่างกายกลับมาสดใสและมีพลังเต็มร้อยพร้อมลุยในทุกๆ วัน ✨👇

👉: https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1244961
🙏: bangkokbiznews

นอนครบ 8 ชั่วโมงแต่ตื่นมายังอ่อนเพลีย? ผู้เชี่ยวชาญชี้ สาเหตุอาจไม่ได้เกิดจากนอนน้อย แต่มาจากอากาศในห้อง.....

🧠 **นั่งเหมือนกัน แต่สมองอาจทำงานไม่เหมือนกัน**หลังเลิกงาน คุณเลือกพักด้วยการอ่านหนังสือ วางแผน เล่นเกมใช้ความคิด หรือเป...
30/07/2026

🧠 **นั่งเหมือนกัน แต่สมองอาจทำงานไม่เหมือนกัน**

หลังเลิกงาน คุณเลือกพักด้วยการอ่านหนังสือ วางแผน เล่นเกมใช้ความคิด หรือเปิดซีรีส์ยาว ๆ พร้อมไถฟีดไปเรื่อย ๆ? 📺📱

งานวิจัยระยะยาวพบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจว่า การนั่งทำกิจกรรมที่ใช้ความคิดอาจส่งผลต่อโครงสร้างสมองแตกต่างจากการรับชมหน้าจอแบบเฉื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อพฤติกรรมนั้นสะสมต่อเนื่องตั้งแต่วัยกลางคน

ไม่ได้แปลว่าต้องเลิกดูซีรีส์ทันที แต่บทความนี้อาจทำให้เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า—**เวลาที่เรียกว่า “พักสมอง” เรากำลังพักจริง ๆ หรือกำลังปล่อยให้สมองหยุดทำงานนานเกินไป?** 🤔

อ่านรายละเอียด ข้อค้นพบ และข้อจำกัดของงานวิจัยได้ในบทความนี้ 👇

🙏: CREATIVE TALK

นั่งทำงานทั้งวันสมองโต แต่นั่งดูซีรีส์พักผ่อนอาจทำให้สมองฝ่อ งานวิจัยชี้ คนติดซีรีส์ ติดทีวี ชอบไถฟีดแช่นาน ๆ เสี่ยงสมองเสื่อมมากกว่าคนทำงาน หรืออ่านหนังสือ
🤔 นั่งพักเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน! นักวิจัยเผย พฤติกรรม ดู TV บ่อยในช่วงวัยกลางคน อาจทำให้เนื้อสมองฝ่อลงโดยไม่รู้ตัว
หลังจากผ่านการทำงานอันเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เชื่อว่าหลายคนมีวิธีการพักผ่อนแตกต่างกันไป บางคนเลือกที่จะนั่งอ่านหนังสือดี ๆ สักเล่ม บางคนเลือกออกไปช้อปปิ้ง บางคนนั่งเล่นเกมชิล ๆ บางคนก็ออกไปเอนจอยกับเพื่อน พาน้องหมาน้องแมวไปเดินเล่น แต่สิ่งที่หลาย ๆ คนน่าจะตอบโจทย์ได้ไวที่สุดสำหรับการพักผ่อนนั่นก็คือ การได้นั่งล้มตัวลงบนโซฟาแล้วเปิดดูซีรีส์หรือเปิดดูคลิปแนวตั้งที่ชื่นชอบเพราะนี่คือสวรรค์ของการพักผ่อนที่ง่าย และทำได้ทันที
แต่รู้ไหมว่า! การได้นั่งพักดูซีรีส์เรื่องโปรด อาจกลายเป็นพิษร้ายที่กำลังทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัว โดยงานวิจัยใหม่ชิ้นหนึ่งได้ส่งสัญญาณเตือนว่า ‘ไม่ใช่ทุกการนั่งที่จะส่งผลต่อสมองเหมือนกัน’ และกิจกรรมที่เราทำระหว่างนั่งพักในวัยกลางคน อาจส่งผลต่อความจำ และความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ในอนาคตได้อย่างคาดไม่ถึง!
🤔 งานวิจัยล่าสุด! พบว่า คนที่ดูทีวีบ่อย หรือติดซีรีส์นั่งแช่เป็นเวลานาน ๆ อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์
งานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ใน The Journal of the Alzheimer’s Association ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลระยะยาวจากโครงการ Atherosclerosis Risk in Communities (ARIC) ได้ทำการศึกษาในกลุ่มผู้ใหญ่ช่วงวัยกลางคน (อายุเฉลี่ยประมาณ 53 ปี) จำนวนกว่า 1,700 คน โดยทีมนักวิจัยได้ติดตามพฤติกรรมการดูทีวี รวมถึงระยะเวลาการนั่งทำงาน และนำผู้เข้าร่วมทดสอบไปสแกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อดูโครงสร้างสมองในระยะยาว ผลลัพธ์ที่ได้พบความแตกต่างทางโครงสร้างสมองอย่างชัดเจน 3 มิติหลัก
👉 1. สมองส่วนหน้าและส่วนหลังหดตัว โดยสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) ที่ทำหน้าที่ควบคุมลอจิก การคิดวิเคราะห์ และการตัดสินใจ รวมถึงสมองส่วนท้ายทอย (Occipital Lobe) ที่ประมวลผลการมองเห็น มีขนาดเล็กลงอย่างมีนัยสำคัญ
👉 2. พบสัญญาณเตือนอัลไซเมอร์ระยะแรก (Early Alzheimer’s Biomarkers) มวลเนื้อสมองส่วนเทา (Gray Matter) ในบริเวณสมองส่วนลึก (Deep Temporal & Limbic regions) มีปริมาณลดลง ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานรากแรก ๆ ที่เปราะบางต่อการพัฒนาไปสู่โรคอัลไซเมอร์
👉 3. สัญญาณสายไฟสมองเสียหาย (Elevated White Matter Hyperintensities - WMH) โดยพบจุดสว่างในสมองส่วนขาวปริมาณสูง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดทางรังสีวิทยาของโรคหลอดเลือดขนาดเล็กในสมอง สื่อถึงฉนวนสายไฟที่เชื่อมโยงการทำงานในสมองเริ่มเสียหาย เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), ภาวะความจำถดถอยตามวัย และโรคสมองเสื่อม (Dementia)
ข้อสังเกต ความเสียหายของสมองเหล่านี้ ยังคงปรากฏชัดเจนแม้ว่านักวิจัยจะทำการควบคุมปัจจัยอื่น ๆ แล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นระดับการออกกำลังกาย, การสูบบุหรี่, การดื่มแอลกอฮอล์, ดัชนีมวลกาย (BMI) หรือโรคเบาหวาน
ทางด้านคุณ Natan Feter ผู้เขียนงานวิจัยกล่าวกับ Neuroscience News ว่า เรามักจะเตือนคนทุกคนเสมอว่าอย่าใช้เวลาในการนั่งมากเกินไป แต่ผู้เชี่ยวชาญอาจต้องขยายคำแนะนำนั้นให้ครอบคลุมถึงกิจกรรมที่ทำขณะนั่งด้วย เพราะมันส่งผลต่อสุขภาพสมองต่างกันอย่างสิ้นเชิง
🤔 แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มคนที่นั่งเหมือนกัน แต่ใช้ความคิดไปกับการทำงานพฤติกรรมของสมองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เรื่องที่น่าตกใจที่สุดของงานวิจัยนี้คือ ลำพังแค่การนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ใช่ตัวการหลักที่ทำลายสมอง เมื่อทีมวิจัยลองไปดูข้อมูลของคนที่ นั่งทำงานโต๊ะออฟฟิศเป็นประจำ ผลลัพธ์กลับออกมาตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
👉 กลุ่มคนที่นั่งทำงานโต๊ะทำงานบ่อย มีสมองส่วนหน้าและส่วนท้ายทอยที่ ใหญ่กว่า
👉 มีความเสียหายของเนื้อสมองส่วนขาว (WMH) น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เหตุผลก็เพราะการนั่งทำงาน (Active Processing) หรือการแก้ปัญหา การเขียน การวางแผน หรือการดึงข้อมูลมาใช้งาน บังคับให้วงจรสมองมีการกระตุ้นกระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เปรียบเหมือนการออกกำลังกายให้สมองที่ช่วยรักษาความแข็งแรงของเส้นประสาทและการไหลเวียนของเลือด ในขณะที่การนั่งดูทีวี (Passive Absorption) เป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้ความคิดหรือการแก้ปัญหา สมองไม่ได้ถูกกระตุ้นเป็นเวลานานหลายชั่วโมง เมื่อขาดการใช้งานเนื้อสมองในส่วนสำคัญจึงค่อย ๆ ฝ่อไปตามกาลเวลา
🤔 อย่ารอให้ใครมาปรับ เริ่มที่ตัวคุณเองได้ทันที
จากข้อมูลในเว็บไซต์ neurosciencenews.com โดย Dr. David Raichlen และ Natan Feter ทีมวิจัยหลักจาก USC ระบุว่า คำแนะนำทางการแพทย์ในอนาคตกำลังจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่บอกแค่ให้ลุกเดินบ่อย ๆ ต้องเปลี่ยนมาเป็นการควบคุมสิ่งที่ทำระหว่างนั่งด้วย
🎯 ลดเวลาการนั่งจ้องหน้าจอแบบ Passive (ดูทีวี/ไถฟีด) แล้วเปลี่ยนมาใช้วิธี Cognitively Engaging Sitting หรือการนั่งทำกิจกรรมที่สมองได้คิด เช่น การอ่านหนังสือ, การเขียน, การเล่นบอร์ดเกม หรือแก้ปริศนาเชิงกลยุทธ์แทนจะช่วยได้ดี
หมายเหตุ: งานวิจัยนี้เป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลัง 20 ปี โดยอ้างอิงจากแบบสอบถามพฤติกรรมดูทีวีที่ผู้ใช้รายงานด้วยตนเอง (Self-reported) และในจุดเริ่มต้นโครงการช่วงปี 1987 ยังไม่มีเทคโนโลยี MRI ความละเอียดสูง ทำให้อาจมีความคลาดเคลื่อนจากการประเมินตัวเลขจริง และยังไม่สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงแบบStep-by-Step ตั้งแต่วันแรกได้ ซึ่งต้องรอการศึกษาติดตามผลในอนาคตเพิ่มเติม
โดยสรุปแล้ว ร่างกายเราอาจจะมีช่วงเวลาที่ต้องนั่งพักเหมือนกัน แต่โหมดของสมองตอนที่เรานั่งอยู่นั้นต่างหากคือตัวตัดสิน! ดังนั้นนั่งพักผ่อนปล่อยจอยเฉย ๆ ไม่ได้ผิด แต่อย่าทำจนเป็นความเคยชินระยะยาว และ ลองค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมตัวเองเปลี่ยนจากการปล่อยใจให้สมองชัตดาวน์หน้าทีวี มาเป็นการทำกิจกรรมที่กระตุ้นให้สมองได้ออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อรักษาเนื้อสมองของเราให้อยู่ไปได้นาน ๆ นั่นเอง
#งานวิจัย #สมอง #สุขภาพ #คนทำงาน

ไม่มีวันใดที่สูญเปล่า แค่บางวันไม่ได้มีผลงานให้เรานับ 🌤️เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน เรามักประเมินคุณค่าของแต่ละวันจากสิ่งที่ทำส...
22/07/2026

ไม่มีวันใดที่สูญเปล่า แค่บางวันไม่ได้มีผลงานให้เรานับ 🌤️

เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน เรามักประเมินคุณค่าของแต่ละวันจากสิ่งที่ทำสำเร็จ
ตอบอีเมลครบไหม งานเดินหน้าแค่ไหน รายได้เพิ่มหรือยัง และวันนี้มีอะไรน่าภูมิใจบ้าง

จนบางครั้ง เราลืมไปว่า…ชีวิตไม่ได้มีไว้เพื่อสอบผ่านทุกวัน

วันที่งานไม่เป็นไปตามแผน
วันที่เหนื่อยจนไม่อยากทำอะไร
วันที่นั่งดื่มกาแฟเงียบ ๆ มองแสงแดด หรือนึกถึงใครบางคน
วันเหล่านั้นก็ไม่ได้ว่างเปล่า

เพราะเราอาจกำลัง…

🌱 เรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่แน่นอน
💛 เข้าใจความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น
🕊️ พักร่างกายและหัวใจจากการพยายามมานาน
🧩 เก็บประสบการณ์เล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ประกอบขึ้นเป็นตัวเรา

ความสัมพันธ์ที่จบลงไม่จำเป็นต้องแปลว่าเสียเวลา
แผนที่ผิดพลาดไม่ได้หมายความว่าเราเดินมาโดยเปล่าประโยชน์
แม้แต่วันที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ ก็ยังเป็นวันที่เราได้มีชีวิต หายใจ รู้สึก และอยู่ตรงนี้

บางทีชีวิตที่ดีอาจไม่ใช่ชีวิตที่ดูน่าประทับใจตลอดเวลา
แต่อาจเป็นชีวิตที่เราได้สัมผัสมันอย่างแท้จริง ทั้งสุข เศร้า เหงา สับสน และธรรมดา

เมื่อเป้าหมายคือการได้ใช้ชีวิต ทุกประสบการณ์ย่อมมีความหมาย
และไม่มีวันใดที่สูญเปล่าเลย 🌿

👉: https://shorturl.asia/wlKP8
🙏: sentimental being

last week i was peeling an orange in the kitchen and i didn’t mean for it to become anything.

เมื่อความตายมาเยือนถึงรู้ว่า 'ความธรรมดา' คือสิ่งที่สวยงามที่สุดเรามักจะใช้ชีวิตด้วยการวิ่งไล่ตามเป้าหมายในอนาคต จนลืมให...
15/07/2026

เมื่อความตายมาเยือนถึงรู้ว่า 'ความธรรมดา' คือสิ่งที่สวยงามที่สุด

เรามักจะใช้ชีวิตด้วยการวิ่งไล่ตามเป้าหมายในอนาคต จนลืมให้ค่ากับปัจจุบัน... คุณหมอ Paul Kalanithi ผู้แต่งหนังสือ "When Breath Becomes Air" เคยเป็นคนที่มุ่งมั่นกับความสำเร็จอย่างสูงสุด แต่เมื่อมะเร็งระยะสุดท้ายมาเคาะประตูบ้าน ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล วันนี้อยากชวนทุกคนมาสำรวจแง่มุมชีวิตผ่านสรุปบทความนี้ เพื่อดูว่าในวันที่เวลาเริ่มเหลือน้อยลง สิ่งที่เหลืออยู่และมีความหมายจริง ๆ คืออะไร? 🩺✨

สรุปบทเรียนสำคัญจากหนังสือเล่มนี้ ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของคุณไปตลอดกาล:

1. เวลาเป็นตัวกำหนดความสำคัญ: เมื่อเวลาชีวิตเหลือไม่มาก สิ่งที่เคยคิดว่าสำคัญ (เช่น ชื่อเสียง) จะหายไป เหลือเพียง 'การได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่รัก' เท่านั้นที่มีความหมายที่สุด

2. วิทยาศาสตร์ไม่ได้ให้คำตอบกับทุกเรื่อง: แม้วิทยาศาสตร์จะรักษาโรคได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต เช่น ความรัก ความหวัง และความสุข ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์

3. ความทุกข์คือสิ่งที่เชื่อมโยงเรา: ในวันที่เราเผชิญปัญหา คนที่อยู่เคียงข้างและจับมือเราไว้ คือสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าความรักมีความหมายแค่ไหน

4. กลับมาเป็น 'ตัวเอง' ที่เคยลืมไป: เรามักติดกับดักภาพลักษณ์ที่อยากจะเป็น จนลืมรักตัวเองในเวอร์ชันที่เป็นอยู่จริง ๆ วันนี้ลองกลับมารักและเห็นคุณค่าของตัวเราเองในแบบธรรมดานี้ดูบ้างนะครับ

5. การเยียวยาจิตใจสำคัญกว่าร่างกาย: หน้าที่ของหมอไม่ใช่แค่รักษาโรค แต่คือการเยียวยาจิตวิญญาณให้คนไข้มีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุด

สรุปแล้ว 'ความธรรมดา' ไม่ใช่สิ่งน่าเบื่อ แต่มันคือโอกาสที่เราได้หายใจและอยู่กับคนที่รัก พอลไม่ได้สอนให้เรามองความตายด้วยความกลัว แต่สอนให้เรามอง "ชีวิต" ด้วยสายตาที่ชัดเจนขึ้น ลองถามตัวเองดูนะคะว่า ถ้าวันนี้คือช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต อะไรจะเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุด? เริ่มต้นรักและใช้ชีวิตในแบบที่อยากเป็นตั้งแต่วันนี้เลยนะ เพราะทุกวินาทีที่ผ่านไปล้วนมีค่าเกินกว่าจะปล่อยให้สูญเปล่า 💖⏳

👉: https://medium.com//when-breath-becomes-air-takeaways-c4b9b93b1300
🙏: Medium / Varshika Gambhir

Dying surely have the most to teach us about life. ‘When Breath becomes air” delineates the transition of Paul Kalanithi from an ambitious…

🌿 Amor Fati: เมื่อชีวิตไม่ได้ต้องการให้เราหนีทุกข์ แต่ให้เราเข้าใจมัน 🖤🌧️ บางครั้งชีวิตไม่ได้ถามว่า “เราพร้อมไหม” แต่มัน...
08/07/2026

🌿 Amor Fati: เมื่อชีวิตไม่ได้ต้องการให้เราหนีทุกข์ แต่ให้เราเข้าใจมัน 🖤

🌧️ บางครั้งชีวิตไม่ได้ถามว่า “เราพร้อมไหม” แต่มันโยนความยากลำบากมาให้ก่อนเสมอ
🧘‍♂️ บทความนี้ชวนอ่านแนวคิดของนีทเช่เรื่อง Amor Fati — การรักชะตากรรมของตัวเอง ไม่ใช่การฝืนทน แต่คือการมองทุกข์ให้ลึกขึ้น และใช้ชีวิตต่ออย่างเป็นอิสระมากกว่าเดิม

🙏: วินทร์ เลียววาริณ

ในปี ค.ศ. 1868 เมื่ออายุ 24 นักปรัชญาชาวเยอรมัน ฟรีดริค นีทเช่ ได้รับเสนอตำแหน่งศาสตราจารย์ ตอนนั้นเขาขายหนังสือไม่ได้ เพราะแนวคิดของเขาสวนทางกับขนบความคิดความเชื่อเดิม นีทเช่ประสบปัญหาครอบครัว ปัญหาเงิน ปัญหางาน

ณ จุดนั้นนีทเช่มีทางเลือกสองทาง ทางแรกคือทำงานประจำด้านวิชาการ มีรายได้ทุกเดือน มีคนนับถือ ทางหลังคือทำงานเขียนหนังสืออย่างโดดเดี่ยว เสนอความคิดที่ขายยากและไม่มีคนอ่าน

นีทเช่เลือกทางหลัง

หากเราเป็นนีทเช่ เราคงรีบรับตำแหน่งศาสตราจารย์ ทำงานวิชาการ เขียนหนังสือที่อ่านง่ายกว่านี้ ชีวิตจะไม่ต้องทุกข์แบบนั้น

แต่สำหรับนีทเช่ เขาไม่ได้มองว่ามันเป็นทุกข์ เขาเลือกที่จะโอบรับชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหาของเขา เขาเขียนว่า “ข้าฯเชื่อในชีวิต ร่างกาย ความคิดสร้างสรรค์ และความจริงของโลกใบที่เราอาศัยอยู่ มากกว่าที่จะเป็นชีวิตในโลกอื่นใด”

นีทเช่เขียนในหนังสือเล่มหนึ่งว่า “มีแต่ความเจ็บปวดสาหัสจึงปลดปล่อยจิตวิญญาณเป็นอิสระ ข้าฯสงสัยว่าความเจ็บปวดนั้นทำให้เราดีขึ้น แต่ข้าฯรู้ว่ามันทำให้เรารู้ลึกซึ้งมากขึ้น”

นีทเช่เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องหนีจาก ‘เรื่องไม่ดี’ แล้วแสวงหา ‘โลกที่ดี’ ความสามารถที่จะยอมรับสิ่งดีและไม่ดีในชีวิตน่าจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง มันอาจช่วยลดทุกข์

นี่ตรงกับแนวคิด ‘โอบกอดทุกข์’ ของตะวันออก แต่กรีกโบราณเรียกมันว่า Amor fati แปลตรงตัวว่า รักชะตากรรม หรือรักชะตาของตนเอง

ไม่หนีความทุกข์ ยอมรับมันอย่างสงบ

Amor fati เป็นวิธีมองชีวิต โดยไม่บ่น ไม่สาปแช่งโชคชะตา ยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต เพราะมองว่าทุกอย่างเกิดขึ้นในชีวิตเรา ทั้งสุขและทุกข์ เราจึงโอบรับมันได้ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์

คนไทยสมัยก่อนก็มีวิธีมองโลกคล้ายกัน มักพูดปลอบใจเมื่อเจอเรื่องร้ายว่า “ถือว่าชดใช้กรรมเก่าก็แล้วกัน”

บางคนว่า “อะไรที่เกิดขึ้นย่อมเป็นสิ่งดี”

แนวคิด Amor fati เห็นว่าอิสรภาพทางใจจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเรายอมรับส่วนที่เราหนีไม่พ้น เมื่อยอมรับโลกที่เป็นอยู่ ก็จะเป็นอิสระ แล้วจึงสามารถใช้ชีวิตอย่างเต็มที่

แม้ Amor fati บอกว่าเราควรยอมรับมัน ถึงขั้น ‘รัก’ มัน (amor แปลว่ารัก) แต่ไม่ได้สอนให้เราต้องฝืนทนกับมัน

‘ยอมรับมัน’ ไม่เหมือน ‘ฝืนทนกับมัน’

‘ยอมรับมัน’ คือเข้าใจมัน ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าชีวิตมิได้มีแค่ความทุกข์ มันมีความสุขด้วย สุขทุกข์มาเป็นแพ็คเกจ เหมือนกินมะระยัดไส้หมู มีทั้งส่วนขมและส่วนหวาน

จะเห็นว่าทั้งปรัชญาพุทธ เซน และกรีกโบราณ มองตรงกันว่า เมื่อเกิดทุกข์ อย่าวิ่งหนีความทุกข์

วินทร์ เลียววาริณ
7-7-26

ท่อนหนึ่งจาก กอดหนาม
51 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 260 บาท = บทความละ 5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/241/กอดหนาม

โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20Tao

Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/qUBWxp70F

Shopee โปรโมชั่น https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-(S11)-กอดหนาม-ผ่าสมองไอน์สไตน์-MiniTao-ราคาปก-825.-พิเศษ-640.-พร้อมลายเซ็นนักเขียน-i.90206829.25115927514?sp_atk=7b908643-99d5-42ab-b178-8d87f8650520&xptdk=7b908643-99d5-42ab-b178-8d87f8650520

🎯 ทุบสถิติคะแนนเสียง 1.5 ล้าน! ถอด 5 วิธีคิดบริหารงานแบบ “ชัชชาติ” ที่คนทำงาน-หัวหน้าทีม ต้องเอาไปใช้ 👩‍💻👨‍💼ไม่ว่าคุณจะเ...
01/07/2026

🎯 ทุบสถิติคะแนนเสียง 1.5 ล้าน! ถอด 5 วิธีคิดบริหารงานแบบ “ชัชชาติ” ที่คนทำงาน-หัวหน้าทีม ต้องเอาไปใช้ 👩‍💻👨‍💼

ไม่ว่าคุณจะเป็นหัวหน้าคน เป็นลูกน้อง หรือเป็นกำลังสำคัญของทีม... การเอาชนะความท้าทายในที่ทำงาน ไม่ได้ต่างอะไรกับการบริหารเมืองมหานครเลย!

ถ้าอยากทำงานให้เก่งขึ้น จัดการปัญหาได้เฉียบขาด และทำงานร่วมกับคนหลากหลายได้อย่างราบรื่น... นี่คือ 5 บทเรียนแสนเรียบง่ายแต่ทรงพลังจากเคส กทม. ที่คนทำงานยุคนี้เอาไปอัปสกิลตัวเองได้ทันที!👇

🙏: WealthThink

สรุปบทเรียนการบริหาร 5 ข้อ ผ่านเคสการดูแลกรุงเทพมหานคร ของผู้ว่าชัชชาติ | WealthThink
เป็นเวลา 244 ปีผ่านมาแล้ว นับตั้งแต่วันที่กรุงเทพมหานคร ได้ถูกสถาปนาขึ้น เพื่อเป็นราชธานีแห่งใหม่ ไว้สืบทอดความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอยุธยา

ถึงแม้ว่าเมืองแห่งนี้ จะมีอายุยาวนาน อยู่มาหลายชั่วอายุคน แต่กว่าที่จะมีการจัดให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อย่างเป็นทางการ ก็เพิ่งเริ่มต้นในปี 2518 หรือประมาณ 51 ปีมานี้เอง

ในบรรดาผู้ว่าฯ ทั้ง 17 คน มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น ที่ในปี 2565 สามารถสร้างสถิติคะแนนเสียงสูงที่สุดถึง 1.38 ล้านเสียง

และครั้งล่าสุดคือปี 2569 ก็ยังสามารถทำลายสถิติเดิม ด้วยคะแนนเสียงสูงทะลุ 1.44 ล้านเสียงไปแล้ว

คนที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจากผู้ที่ได้รับฉายาว่า “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” นามว่า คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์

หากสงสัยว่า แล้วแนวคิดในการบริหารเมืองมหานคร นามว่า กรุงเทพฯ ในยุคของคุณชัชชาติ มีความน่าสนใจอย่างไร ถึงสามารถนำมาถอดเป็นบทเรียน เอาไปใช้ได้จริงในโลกธุรกิจบ้าง ?

มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย

สำหรับแนวคิดการบริหารสไตล์ของคุณชัชชาติ สามารถสรุปออกมาเป็นแก่นสำคัญได้ 5 ข้อ ดังนี้

1. รวมใจกลุ่มคนที่แตกต่าง ให้สามารถทำงานร่วมกันได้

ระบบการบริหารจัดการเมืองของกรุงเทพฯ นั้น ผู้ว่าฯ และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. จะถูกเลือกแยกกัน จากบัตรคนละใบ

ในบางครั้ง ผู้ว่าฯ และ ส.ก. ก็อาจจะมาจากทีมเดียวกัน เพราะอยู่ในพรรคการเมืองเดียวกัน

แต่ก็มีอยู่บ้าง ที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ เลือกลงแบบอิสระ ไม่ได้มีทีมงาน ส.ก. ของตัวเองเตรียมไว้ก่อน

หากเป็นแบบในกรณีหลัง หลายคนอาจจะมองว่านี่เป็นข้อจำกัด เพราะจะทำให้ฝั่งผู้ว่าฯ และ ส.ก. ทำงานกันได้ไม่ราบรื่น

แต่สำหรับคุณชัชชาติ กลับมองว่า นี่เป็นข้อดีที่จะช่วยคานอำนาจ เพราะจะได้มีคนเข้ามาช่วยตรวจสอบการทำงาน และกล้าเห็นแย้งผู้ว่าฯ หากมีไอเดียที่ไม่ตรงกัน ได้อีกทางหนึ่งด้วย

หากทุกคนมีความหวังดี อยากจะเข้ามาทำงานเพื่อเสริมสร้างให้เมืองดีขึ้นจริง ๆ

ทุกคนก็จะต้องทำงานอย่างโปร่งใส เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง จนสามารถวางความขัดแย้ง จากแนวคิดที่แตกต่างไว้ชั่วคราวก่อน

และเลือกเดินหน้ากันต่อไป เพื่อพยายามสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ จนประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า

2. ภาวะผู้นำ เริ่มด้วยการทำเป็นตัวอย่าง

หากใครที่ติดตามข่าวสารนับตั้งแต่คุณชัชชาติ ได้เป็นผู้ว่าฯ ตั้งแต่ปี 2565 ก็จะเห็นภาพกิจกรรมในชีวิตประจำวันอันคุ้นเคยของคุณชัชชาติกันจนชินตา และดูเป็นธรรมชาติไปแล้ว เช่น

- ออกมาดูสภาพความเป็นไปของเมือง ผ่านทั้งการตื่นตี 4 มาวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมพินี และเดินบนทางเท้าข้างทาง จนประชาชนคนทั่วไป มีโอกาสได้พบเห็นคุณชัชชาติ ตามที่ต่าง ๆ อยู่บ่อย ๆ

- ลงพื้นที่ด้วยตัวเองทุกครั้ง เวลามีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น เพื่อแสดงสปิริตความเป็นผู้นำ และช่วยสร้างขวัญกำลังใจ ให้บุคลากรหน้างาน มุ่งมั่นตั้งใจทำงานกันต่อไป

- ลดพิธีรีตองที่ยุ่งยากไม่จำเป็น เพื่อประหยัดเวลา เอาไปใช้ทำเรื่องสำคัญเรื่องอื่นต่อ

- กระจายอำนาจ ด้วยการตั้งคนที่มีความสามารถ เหมาะสมกับงาน ให้ดูแลจัดการในด้านที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญ เพื่อการทำงานจะได้มีประสิทธิภาพสูงสุด

แนวทางที่ดูสม่ำเสมอแบบนี้ อาจจะดูเป็นแค่สิ่งเล็กน้อย แต่ก็สามารถช่วยหล่อหลอมวัฒนธรรมการทำงาน ผ่านการทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เพื่อสร้างบรรทัดฐานในการทำงาน

3. ตัดสินใจบนข้อมูล และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

คุณชัชชาติมักจะสื่อสารให้เห็นอยู่เสมอว่า ในการจะแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม หรือกระทั่งเรื่องมลภาวะ

ทุกอย่างนี้เราสามารถแก้ได้ด้วยการผสมผสาน ทั้งฝั่งวิทยาศาสตร์ เข้ากับการทำงานที่มีขั้นตอนปฏิบัติอันชัดเจน

ซึ่งการจะทำแบบนั้นให้ได้ผลออกมาดีที่สุด เราจะต้องเริ่มจากการจัดวางความคิด ให้เป็นระบบเสียก่อน

โดยในขั้นแรก คือเริ่มจากการระบุต้นตอของปัญหา ด้วยข้อมูลที่มีอยู่ ออกมาให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว เราก็มักจะต้องวนไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอยู่ร่ำไป ไม่จบไม่สิ้น

เมื่อเรารู้สาเหตุแล้ว ทีนี้เราจึงจะสามารถออกแบบวิธีการที่เหมาะสม ให้แก้ปัญหานั้นเสร็จสิ้น จนไม่กลับมาเกิดแบบเดิมซ้ำ ๆ อีก

อย่างไรก็ตาม การมีแค่ข้อมูลอย่างเดียว ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเราจะต้องรู้จักนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ ผ่านการแปลงเป็นสาระสำคัญ

เพื่อช่วยให้เราสร้างเป็นแผนงาน สำหรับตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และทำให้กระบวนการทำงานโดยรวม รวดเร็วขึ้นด้วย

4. คำว่าสมบูรณ์แบบในวันนี้ อีกไม่กี่ปีก็เสื่อมลง จึงต้องพัฒนาอยู่ตลอด

การพัฒนาเมืองและการพัฒนาองค์กรใด ๆ ก็ตาม ให้อยู่รอดต่อไปข้ามยุคข้ามสมัย

คืองานที่ไม่มีวันเสร็จ เพราะเป็นกิจกรรมที่เราจะต้องทำต่อเนื่อง และจะไม่มีวันที่สมบูรณ์แบบ 100%

เพราะภาพที่เราเห็นเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วในวันนี้ วันข้างหน้าก็อาจจะหมดคุณค่าลง

เพราะฉะนั้นหนทางที่ดีที่สุด ในการทำให้เมืองยังคงอยู่ต่อไป ก็คือการไม่หยุดพัฒนา และทำให้ดีขึ้น ๆ ในทุกวัน

เหมือนกับมหานครทั่วโลก ที่ภาพในวันนี้ กับเมื่อ 100 ปีก่อน จึงไม่เคยเหมือนกันเลย จากการพัฒนาของโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และวิถีชีวิตของผู้คน

ซึ่งแนวคิดการพัฒนากรุงเทพมหานคร ก็เฉกเช่นเดียวกับมหานครแห่งอื่น ๆ ในโลก

ที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หากต้องการจะดำรงคงอยู่ ข้ามกาลเวลาไปให้ทันโลก ก็จะต้องปรับปรุงสิ่งเก่า พร้อมสร้างสิ่งใหม่ ให้ยังคงก้าวหน้าต่อไปอยู่เสมอ

5. ผลลัพธ์ที่ดี อาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายอย่างที่คิด

ในวงการลงทุนและโลกธุรกิจนั้น ตัวชี้วัดว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เราเลือกลงเงิน ลงแรง และลงใจไป ได้ผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่าความพยายามหรือไม่

เรามักจะใช้สิ่งที่เรียกว่า “Return on Investment” หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ROI ในการวัดผล

แต่ปัจจุบันเครื่องมืออย่าง ROI ก็แพร่หลายไปในแทบทุกวงการเลย แม้กระทั่งแผนงานวัดผลนโยบายการพัฒนาเมือง

ซึ่งนโยบายที่สร้างผลกระทบได้จริง จนส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้น อาจจะไม่จำเป็นต้องเลือกทำแค่เมกะโปรเจกต์ใหญ่ ๆ ไม่กี่ครั้งเท่านั้น

เพราะจริง ๆ แล้ว ในอีกด้านหนึ่ง การซอยย่อยออกเป็นไอเดียมากมาย ผ่านการเลือกทำสิ่งเล็ก ๆ แต่มีความสำคัญ ไปพร้อม ๆ กัน ก็อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีได้ไม่ต่างกัน

โดยการทำสิ่งที่ดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ เช่น การลอกท่อ หรือติดไฟถนนให้สว่าง เมื่อสะสมทบกันเป็นจำนวนที่มากพอแล้ว

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ก็อาจจะทำให้ผู้คนสัมผัสได้ว่า คุณภาพชีวิตของพวกเขา ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ได้เหมือนกัน

อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจถึงหลักการบริหาร ในแบบฉบับของคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ถอดเป็นบทเรียนแต่ละข้อมาให้ในบทความนี้กันดีขึ้นแล้ว

แต่แน่นอนว่าการบริหารมหานครใหญ่แบบกรุงเทพฯ ย่อมไม่มีแนวทางใดที่สมบูรณ์แบบ และถูกใจทุกคนไปเสียหมด

ก่อนที่เราจะนำบทเรียนในการบริหารเหล่านี้ไปใช้ จึงต้องเข้าใจบริบทในที่ทำงานและข้อจำกัดของตัวเองให้ดีด้วย

และหากสังเกตให้ดี จะเห็นว่าหลักการทั้งหมดที่กล่าวมา ดูจะเป็นแนวคิดพื้นฐานที่พร่ำสอนกันมาตลอดทุกยุคทุกสมัย

ถึงอย่างนั้น หลาย ๆ ครั้งความสำเร็จก็ไม่ได้เกิดจากการทำอะไรใหม่ ๆ แต่คือการทำให้หลักการแสนเรียบง่ายแบบนี้ เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

เพราะสุดท้ายแล้ว แก่นสำคัญจริง ๆ ในการพัฒนาองค์กร หรือกระทั่งการพัฒนาเมืองนั้น ก็ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไร

นั่นก็คือการไม่หยุดเรียนรู้ รู้จักปรับตัว และทำให้ดียิ่งขึ้นต่อไปนั่นเอง..


#โมเดลธุรกิจ
#ชัชชาติ

🤖 AI ไม่ได้มาแทนที่ “คนทุกคน”แต่มันจะคัดคนที่หยุดพัฒนาตัวเองออกไปก่อนหลายคนกลัวว่า AI จะทำให้งานหายกลัวว่าทักษะที่ฝึกมาท...
24/06/2026

🤖 AI ไม่ได้มาแทนที่ “คนทุกคน”
แต่มันจะคัดคนที่หยุดพัฒนาตัวเองออกไปก่อน

หลายคนกลัวว่า AI จะทำให้งานหาย
กลัวว่าทักษะที่ฝึกมาทั้งชีวิตจะไม่มีค่า
กลัวว่าวันหนึ่งตัวเองอาจตามโลกไม่ทัน

แต่ความจริงคือ ยิ่ง AI เก่งขึ้นเท่าไหร่
ทักษะบางอย่างของมนุษย์กลับยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้น

เพราะ AI อาจหาคำตอบได้เร็วกว่าเรา
แต่ AI ยังไม่ได้แทนที่ความอยากรู้ ความกล้า ความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจมนุษย์ และการสื่อสารที่แตะใจคนได้จริง

นี่คือ 5 ทักษะที่อาจทำให้คุณยัง “ขาดไม่ได้”
ในโลกที่ AI เก่งขึ้นทุกวัน

🙏: วิชานอกห้อง

ถึง AI จะเก่งมากแค่ไหน
ถ้าคุณมี 5 ทักษะนี้
ไม่ว่าอีกกี่ 10 ปี คุณจะ
อยู่รอด ในอนาคตต่อไป
หลายคนกลัวว่าจะตกงาน กลัวว่า AI จะมาแทนที่ กลัวว่าทักษะที่ฝึกมาตลอดชีวิตจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าอีกต่อไป
แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ คือ ยิ่ง AI เก่งขึ้นเท่าไหร่ ทักษะบางอย่างในตัวคุณกลับยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้น
Ryan Roslansky อดีต CEO ของ LinkedIn ที่ตอนนี้เป็น Executive Vice President ที่ Microsoft ได้ทำงานร่วมกับนักประสาทวิทยา นักจิตวิทยาองค์กร และนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจากทั่วโลก เพื่อหาคำตอบว่า “ทักษะอะไรที่ AI แทนที่ไม่ได้จริงๆ ?”
คำตอบที่ได้ ไม่ใช่ Coding ไม่ใช่ Data Analysis และไม่ใช่ Prompt Engineering
แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวคุณมาตั้งแต่เกิด เพียงแต่คุณอาจลืมฝึกมันไป
และนี่คือ 5 ทักษะที่ AI ทดแทนไม่ได้ และทำไมคุณต้องมีตั้งแต่วันนี้
1. ความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity)
AI เก่งในการหาคำตอบจากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว แต่มันตั้งคำถามแบบ "แล้วถ้าลองอีกแบบหนึ่งล่ะ?" ไม่เก่ง
Jonas Salk และเพื่อนร่วมงาน ถามคำถามที่คนอื่นไม่กล้าถามว่า "ถ้าเราใช้ไวรัสที่ตายแล้วสอนร่างกายให้สู้กับไวรัสที่มีชีวิตได้ไหม?" ผลลัพธ์คือวัคซีนโปลิโอที่ช่วยชีวิตคนนับล้าน
พี่น้องตระกูลไรซ์ถามว่า "ถ้านกบินได้ ทำไมคนจะบินไม่ได้?" ผลลัพธ์คือการเปลี่ยนโลกทั้งใบ
ในที่ทำงาน ความอยากรู้ คือ สิ่งที่เปลี่ยนงานประจำให้กลายเป็นการค้นพบ คนที่ยังตั้งคำถามอยู่เสมอ คือคนที่ AI แทนที่ได้ยากที่สุด
2.ความกล้า (Courage)
AI คำนวณความเสี่ยงได้ แต่ตัดสินใจว่าอะไร "คุ้มที่จะเสี่ยงทำ" ไม่ได้
ความกล้า คือ การลงมือทำทั้งที่ยังไม่รู้ผลลัพธ์ ทั้งที่ยังไม่มีข้อมูลครบ ทั้งที่คนรอบข้างยังไม่กล้าขยับ
- Developer ที่กล้าเสนอ Framework ใหม่กลางโปรเจกต์เพื่อให้ผลลัพธ์ดีขึ้น
- Sales Manager ที่กล้าบอกลูกค้าตรงๆ ว่าสิ่งที่เขาขอมานั้นไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด
- นักออกแบบที่ผลักดัน การ Rebrand ทั้งองค์กร ทั้งที่ทุกคนยังเลือกอยู่กับที่
ทั้งหมดนั้นคือความกล้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีในโค้ดบรรทัดไหนของ AI
3.ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
AI รีมิกซ์สิ่งที่มีอยู่แล้วได้เก่งมาก แต่มันจินตนาการสิ่งที่ "ยังไม่เคยมีอยู่" ไม่ได้
- พยาบาล ที่สังเกตว่าผู้ป่วยวิตกกังวลก่อนผ่าตัด แล้วออกแบบ "comfort kit" ขึ้นมาเองโดยไม่มีใครสั่ง
- นักวิเคราะห์ข้อมูล ที่เห็น Pattern ที่ซ่อนอยู่ในธุรกิจ และสร้างวิธีนำเสนอที่ทำให้ทุกคนเข้าใจได้ทันที
- คุณครูที่เปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นสนามขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อสอนประวัติศาสตร์กับนักเรียน
ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้อยู่แค่ในสายงาน Creative มันอยู่ในทุกคนที่มองเห็นปัญหาแล้วตอบสนองด้วยวิธีที่คนอื่นไม่เคยนึกถึง
4.ความเห็นอกเห็นใจ (Compassion)
AI จำลองความห่วงใยได้ แต่รู้สึกจริงๆ ไม่ได้
ผู้จัดการที่สังเกตว่าลูกน้องทำงานแย่ลง ไม่ได้ตำหนิ แต่ถามว่า "เป็นยังไงบ้าง?" แล้วพบว่าเขากำลังดูแลพ่อแม่ที่ป่วยอยู่คนเดียว แล้วจัดการให้ทำงาน Work from Home ได้ในช่วงนั้น
Neil ที่ปรึกษาองค์กรที่แนะนำให้ทีมโทรหากันเพื่อคุยแบบไม่มีวาระ แค่ถามว่า "เป็นยังไงบ้าง อยากออกไปเดินด้วยกันไหม?" แล้วพบว่ามันเปลี่ยนพลังงานของทีมทั้งหมด
Compassion ไม่ใช่แค่ความดี มันคือทักษะที่เปลี่ยน Transaction ธรรมดาให้กลายเป็น Relationship ที่ยืนยาว
5. การสื่อสาร (Communication)
AI แปลภาษาได้ แต่เปลี่ยนภาษาให้กลายเป็น "ความหมาย" ที่แตะใจคนไม่ได้
การสื่อสารที่แท้จริงไม่ใช่แค่การพูดให้ถูกไวยากรณ์ มันคือการเข้าใจว่าคนที่คุณกำลังพูดด้วยรู้สึกอะไรอยู่ กลัวอะไร ต้องการอะไร แล้วเลือกคำพูดที่ทำให้เขาเข้าใจและรู้สึกว่ามีความหมาย
ทักษะเหล่านี้ไม่ได้ต้องการ Degree ใหม่ ไม่ต้องการ Certificate เพิ่ม
สิ่งที่คุณต้องทำคือ หยุดมองว่ามันเป็น "Soft Skill" ที่ไม่สำคัญ แล้วเริ่มฝึกมันให้จริงจังเหมือนกับที่คุณฝึก Hard Skill
ยุค AI ไม่ได้มาแทนที่คุณ มันมาทดสอบว่าคุณ "เป็นมนุษย์" มากพอไหม
คนที่จะอยู่รอดในอนาคตไม่ใช่คนที่ใช้ AI เก่งที่สุด แต่คือคนที่ยังคงสงสัย ยังกล้าตัดสินใจ ยังสร้างสิ่งใหม่ได้ ยังรู้สึกร่วมกับคนอื่น และยังพูดในสิ่งที่ AI พูดแทนไม่ได้
จำไว้ว่า AI เก่งขึ้นทุกวัน แต่สิ่งที่ทำให้คุณขาดไม่ได้ คือการเป็นตัวของคุณตั้งแต่วันแรก
::: ถ้าคุณอ่านหนังสือมาหลายสิบเล่ม เรียนคอร์สมาหลายสิบตัว แต่ยังรู้สึกว่า "ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน"
ปัญหา มันไม่ได้อยู่ที่คุณเรียนน้อย หรือคุณยังไม่เก่งเท่ากับคนอื่น แต่คุณยังไม่มีระบบจัดระเบียบและเชื่อมความรู้ให้มันใช้งานได้จริง
Second Brain Notion Template คือระบบที่ผมใช้เปลี่ยนตัวเองจากคนที่อ่านหนังสือหลายร้อยเล่มโดยไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จนสร้างโปรเจกต์ส่วนตัวและทำเงินแสนแรกได้สำเร็จ
ราคาเต็มอยู่ที่ 1,590 บาท แต่สำหรับช่วงพรีออเดอร์ ตั้งแต่วันนี้ถึงวัน 30 มิ.ย 2569
รับราคาพิเศษ 990 บาท
พร้อมกับคลิปวิดิโอสอนใช้สำหรับมือใหม่ ไม่ต้องเสียเวลาสร้าง เสียเวลางบวิธีการใช้
สนใจพรีออเดอร์:
> กดลิงก์บนคอมเมนต์
เขียนโดย #วิชานอกห้อง
| ปลดล็อกตัวเองไปให้ไกล

💼 เหนื่อยไหม... ที่ต้องคอยไฟต์ในออฟฟิศ? เทคนิคเจรจาขั้นเทพจาก Harvard ที่คนทำงานควรรู้ 🧠✨เคยเจอไหม? ดีลงานกับอีกแผนกทีไร...
10/06/2026

💼 เหนื่อยไหม... ที่ต้องคอยไฟต์ในออฟฟิศ? เทคนิคเจรจาขั้นเทพจาก Harvard ที่คนทำงานควรรู้ 🧠✨

เคยเจอไหม? ดีลงานกับอีกแผนกทีไรเหมือนเปิดศึกทุกที คนหนึ่งจะเอาแบบนี้ อีกคนจะเอาแบบนั้น สุดท้ายจบที่การ "หยวน ๆ" ตัดใจแบ่งครึ่งทางแบบอึดอัดใจกันทั้งคู่ 😫

William Ury และ Roger Fisher ผู้ก่อตั้ง Harvard Negotiation Project บอกว่าการเจรจาที่ดีไม่ใช่การ "ยอมหักยอมงอ" หรือ "แบ่งครึ่ง" เพราะถ้าเริ่มตั้งแง่ว่างานนี้ใครชนะ... แปลว่าแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแล้ว!

ลองดูเคสคลาสสิกนี้: คนสองคนทะเลาะกันในห้องสมุด คนหนึ่งจะเปิดหน้าต่างเพราะร้อน แต่อีกคนจะปิดเพราะลมแรงทำกระดาษปลิว ถ้าต้องหยวน ๆ เปิดครึ่งเดียว ก็คงหงุดหงิดทั้งคู่... แต่บรรณารักษ์ที่เข้าใจแก้ปัญหาด้วยการ "เดินไปเปิดหน้าต่างห้องข้าง ๆ" แทน อากาศถ่ายเทได้เหมือนกัน แถมลมไม่พัดกระดาษปลิว แฮปปี้ 100% ทั้งสองฝ่าย! 🌟

นี่แหละคือพลังของการ "โฟกัสที่ผลประโยชน์ ไม่ใช่จุดยืน" สิ่งที่คนทำงานมืออาชีพต้องมี ไม่ว่าจะใช้อัปเงินเดือน ดีลงานกับลูกค้า หรือเคลียร์ปัญหากับเพื่อนร่วมงาน

🙏: ไปให้ถึง100ล้าน
สรุป 4 ขั้นตอนง่าย ๆ จากฮาร์วาร์ดที่จะช่วยให้ได้สิ่งที่ต้องการในงานทุกครั้ง โดยไม่ทำลายความสัมพันธ์ พร้อมวิธีแก้เกมเวลาเจอคนเล่นสกปรกหรือชอบใช้อารมณ์ อ่านต่อในโพสต์นี้เลย 🚀👇

นักเจรจาของฮาร์วาร์ด อธิบายว่า
ทำอย่างไร จึงจะได้สิ่งที่คุณต้องการทุกครั้ง
William Ury และ Roger Fisher ผู้ก่อตั้ง Harvard Negotiation Project ได้เขียนหนังสือ "Getting to Yes" ที่อธิบายว่าการเจรจาไม่ใช่เรื่องของการแบ่งครึ่ง หรือยืนกรานในแบบของเราหรือของเขา แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องชนะหรือแพ้ หากคุณถามว่าใครชนะ แสดงว่าคุณแพ้ไปแล้ว
งั้นการเจรจาคืออะไร ลองดูตัวอย่างนี้ ชายสองคนทะเลาะกันในห้องสมุด คนหนึ่งอยากเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท อีกคนอยากปิดเพื่อไม่ให้ลมพัดกระดาษของเขา ทำยังไง เปิดครึ่งหนึ่ง เปิดนิดหน่อย หรือปิดเลย บรรณารักษ์ฟังทั้งสองฝ่ายแล้วไปเปิดหน้าต่างในห้องอื่น ทำให้มีอากาศถ่ายเทโดยไม่รบกวนกระดาษ ทั้งสองฝ่ายมีความสุข
อีกตัวอย่าง คนสองคนอยากแบ่งเค้ก แต่ไม่เห็นด้วยว่าจะแบ่งยังไงให้ยุติธรรม ไม่ว่าจะตัดยังไง ทั้งคู่จะบ่นว่าอีกฝ่ายได้ชิ้นใหญ่กว่า ทำยังไง ให้คนหนึ่งเป็นคนตัด อีกคนเลือกก่อน เนื่องจากคนตัดรู้ว่าอีกฝ่ายเลือกก่อน เขาจะตัดให้เท่าๆ กันเพื่อไม่ให้ตัวเองได้ชิ้นเล็ก
ตัวอย่างสุดท้าย เด็กสองคนทะเลาะเรื่องส้ม พ่อแม่เอามีดมาตัดส้มครึ่งหนึ่งให้คนละครึ่ง เด็กคนหนึ่งกินเนื้อส้มแล้วทิ้งเปลือก อีกคนเอาเปลือกไปทำเค้กแล้วทิ้งเนื้อส้ม หากพ่อแม่ถามว่าทำไมถึงอยากได้ส้ม เด็กทั้งคู่จะได้ 100% ของสิ่งที่ต้องการ แต่พวกเขาได้แค่ 50%
การเจรจาคือการหาวิธีแก้ปัญหาที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความสุขโดยไม่ทำลายความสัมพันธ์ นี่คือกรอบ 4 ขั้นตอนที่จะทำให้คุณเจรจาเก่ง
ขั้นตอนที่ 1: โฟกัสที่ผลประโยชน์ ไม่ใช่จุดยืน
จากเรื่องชายสองคนที่ทะเลาะเรื่องหน้าต่าง แทนที่จะโต้เถียงเรื่องจุดยืน ให้เปลี่ยนไปโฟกัสที่ผลประโยชน์ จุดยืนชัดเจนและเฉพาะเจาะจง แต่ผลประโยชน์อาจซ่อนอยู่หรือคลุมเครือ หาผลประโยชน์ของอีกฝ่ายโดยถามว่า "ทำไม" ทำไมพวกเขาถึงอยากได้สิ่งนั้น ลองมองจากมุมมองของพวกเขา เมื่อค้นพบผลประโยชน์แล้ว พูดคุยอย่างเปิดเผย คนฟังดีกว่าถ้ารู้สึกว่าถูกเข้าใจ .

ขั้นตอนที่ 2: ใช้มาตรฐานที่ยุติธรรม
ไม่ว่าคุณจะเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการแค่ไหน ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นเสมอ แทนที่จะโต้เถียงไปมา ใช้เกณฑ์ที่เป็นกลางเพื่อตัดสินใจ เช่น ราคาตลาด ข้อกำหนดทางกฎหมาย ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ เมื่อคุณบอกว่า "มาดูกฎหรือระเบียบกัน" มันเปลี่ยนจากสิ่งที่คุณต้องการเป็นสิ่งที่กฎบอก ก่อนเริ่ม หามาตรฐานที่ยุติธรรมร่วมกับอีกฝ่าย
ขั้นตอนที่ 3: คิดตัวเลือกที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน
จากตัวอย่างเด็กทะเลาะเรื่องส้ม แทนที่จะแบ่งครึ่ง พวกเขาหาวิธีให้ทั้งคู่ได้ 100% ของสิ่งที่ต้องการ รวมตัวกับฝ่ายของคุณหรืออีกฝ่ายแล้วระดมสมองหาทางแก้ปัญหาทั้งหมด ปล่อยให้ไอเดียไหลอย่างอิสระ อย่าตัดสินหรือเลือกไอเดียในขั้นแรก แยกการระดมสมองออกจากการเลือก
ขั้นตอนที่ 4: แยกคนออกจากปัญหา
ก่อนเริ่มเจรจา จินตนาการเส้นแนวตั้งแบ่งคนครึ่งหนึ่ง ข้างหนึ่งคือคน อีกข้างคือปัญหา ให้ความสำคัญกับคนเป็นอันดับแรก เป้าหมายคือนุ่มนวลกับคน แต่แข็งกร้าวกับปัญหา มักจะนุ่มนวลกับคนจนนุ่มนวลกับปัญหาด้วยและไม่ได้สิ่งที่ต้องการ หรือแข็งกร้าวกับปัญหาแต่แข็งกร้าวกับคนด้วยจนทำลายความสัมพันธ์ ชมเชยเมื่อทำได้และชื่นชมความพยายาม
เมื่ออีกฝ่ายไม่เล่นตามกฎ หากพวกเขาใช้กลยุทธ์สกปรก ให้ชี้ให้เห็นโดยตรง "โจ ดูเหมือนคุณกับเท็ดกำลังเล่นบทดีและบทร้าย" การกล่าวถึงกลยุทธ์จะทำให้มันมีประสิทธิภาพน้อยลง หากพวกเขามีอำนาจมากกว่า ให้พัฒนา BATNA (Best Alternative to a Negotiated Agreement) ยิ่งคุณเดินออกจากการเจรจาได้ง่าย อำนาจของคุณยิ่งมาก หากพวกเขาโจมตีคุณส่วนตัว ใช้ "Negotiation Jujitsu" หลบการโจมตี ถามว่าทำไมพวกเขาถึงต้องการ หากพวกเขาปฏิเสธทุกอย่างที่คุณบอก ให้ขอคำแนะนำ "ถ้าคุณเป็นผม คุณจะทำยังไง"
การเจรจาที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องชนะหรือแพ้ แต่เป็นการทำงานร่วมกันและหาทางแก้ปัญหาที่ตอบสนองผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย เหมือนการเล่นฟริสบี เป้าหมายคือความสนุกร่วมกัน ไม่ใช่การเอาชนะกัน
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน

🌿 ในวันที่เราเหนื่อย…ร่างกายยังพยายามเพื่อเราอยู่เสมอบางครั้ง แค่ได้รู้ว่า “ข้างในตัวเรา” ยังมีกลไกเล็ก ๆ มากมายที่ทำงาน...
04/06/2026

🌿 ในวันที่เราเหนื่อย…ร่างกายยังพยายามเพื่อเราอยู่เสมอ

บางครั้ง แค่ได้รู้ว่า “ข้างในตัวเรา” ยังมีกลไกเล็ก ๆ มากมายที่ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อพาเราไปต่อ ก็อบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก 🧬✨

นี่คือเรื่องของ “ไคเนซิน” โปรตีนตัวจิ๋วที่ถูกเปรียบเหมือนพนักงานส่งของในเซลล์ 🚶‍♂️📦

ตัวเล็กมาก แต่กำลังก้าวเดินอย่างไม่หยุด เพื่อขนส่งสิ่งสำคัญให้ร่างกายเราอยู่ตลอดเวลา

บางครั้ง ความหวังอาจไม่ได้อยู่ไกลเลย
มันอาจกำลังเดินอยู่ข้างในตัวเรา…ทีละก้าวเล็ก ๆ ก็ได้ 💛

🙏: Bright TV

มีมสุดซึ้ง! วิทยาศาสตร์ยืนยัน "ไคเนซิน" โปรตีนจิ๋วในร่างกาย ก้มหน้าก้าวเดินเพื่อส่งความสุขให้เราทุกวินาที

กลายเป็นข้อความฮีลใจที่ถูกแชร์ต่ออย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ กับประโยคเตือนใจสุดอบอุ่นที่ว่า "เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกเศร้า ขอให้จำไว้ว่ามีโปรตีนไคเนซินตัวจิ๋ว ๆ กำลังทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อให้คุณมีความสุข"

ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พบว่า เรื่องราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่คำคมประโลมโลก แต่เป็นกลไกการทำงานของร่างกายที่มีอยู่จริงและน่าทึ่งเป็นอย่างมาก

ในทางชีววิทยา ไคเนซิน คือโปรตีนมอเตอร์ (Motor Protein) หรือที่นักวิทยาศาสตร์เปรียบเปรยว่าเป็น "พนักงานส่งของ" ประจำเซลล์ มีหน้าที่ลำเลียงสารอาหารและโมเลกุลต่าง ๆ ไปตามเส้นใยภายในเซลล์ ซึ่งเปรียบเสมือนระบบถนนหรือรางรถไฟความเร็วสูงขนาดเล็ก

ความมหัศจรรย์ของเจ้าโปรตีนชนิดนี้คือ โครงสร้างด้านล่างของมันมีลักษณะแยกออกเป็น 2 แฉก ซึ่งทำหน้าที่เหมือน "ขามนุษย์" โดยมันจะใช้ขาคู่ตัดสลับก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างเป็นจังหวะ ขณะที่ส่วนบนทำหน้าที่เป็นแขนและหลัง คอยแบกถุงสารสื่อประสาท ที่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่าตัวมันเองหลายเท่าตัว

สาเหตุที่ทำให้โปรตีนชนิดนี้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความซึ้งใจ เนื่องจากหนึ่งในภารกิจสำคัญของมัน คือการขนส่งสารสื่อประสาทกลุ่ม 'ความสุข' เช่น โดปามีน และ เอนดอร์ฟิน ไปส่งยังเป้าหมายในสมอง

แม้ว่าก้าวเดินของมันจะสั้นเพียง 8 นาโนเมตร (เล็กกว่าเส้นผมมนุษย์หลายหมื่นเท่า) แต่ใน 1 วินาที เจ้าไคเนซินสามารถซอยเท้าก้าวเดินได้เร็วถึง 100 ก้าว โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อนำส่งสารแห่งความสุขเหล่านี้ให้ทันเวลา

นักจิตวิทยาและชาวเน็ตต่างยกให้เรื่องราวของไคเนซินเป็นข้อคิดเตือนใจที่ดีเยี่ยม โดยระบุว่า ใน วันที่คุณรู้สึกโดดเดี่ยว สิ้นหวัง หรือเหนื่อยล้ากับโลกภายนอก ขอให้ตระหนักว่าภายในร่างกายของคุณ ยังมีกลไกขนาดจิ๋วนับล้านตัวที่กำลัง "ทำงานอย่างสุดความสามารถ" และขับเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อโอบอุ้มความสุขของคุณอยู่ตลอดเวลา

ที่อยู่

267/2-3 Ladprao Soi 101 Khlong Chaokhun Sing, Wangthonglang
Bangkok
10310

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+6627312555

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MBSAผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง MBSA:

ทางลัด

แชร์